ทำไมอาจจะมีคน ไม่น้อยกว่า 50% เสียหายหนักหรืออยู่ไม่รอดหลังเกิดวิกฤต

ตามรูปนี้คือ ทฤษฎีกลุ่มผู้ใช้สินค้า และบริการ ทั้ง 5 กลุ่ม ที่มาปรับใช้กับการยอมรับการเปลี่ยนแปลง และสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

ในความเห็นส่วนตัวของหุย จากการศึกษาพฤติกรรมของคน ซึ่งปกติ เป็น “ผู้บริโภค” จะแบ่งเป็น 5 กลุ่มค่ะ ไม่มีอะไรผิดนะคะ แต่ละประเภทจะปรับตัวไม่พร้อมกัน

1) Innovators คือ พวกบุกเบิก พวกนี้ จะคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น คิดต่าง แหวกแนว และจะเป็นผู้ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ

2) Early Adopter : หรือ ผู้นำกระแส พวกนี้จะไม่ได้คิดค้น ริเริ่ม แต่พอเห็นมีอะไรใหม่ๆ เค้าจะเป็นพวกแรกที่จะลองของแปลกใหม่

3) Early Mojority : พวกนี้ พอเห็นกระแสของโลก หรือสังคมเป็นตามนี้ เค้าก็จะค่อยๆออกจาก Comfort Zone ยอมปรับตัว ยอมเปลี่ยน

4) Late Majority : หรือตามกระแส พวกนี้ จะเป็นพวกว่า ทุกคนทำแบบนี้แล้ว แม้ฉันจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าไง ก็ว่าตามกัน

5) จำนน คือ ไม่ชอบ ไม่ยอม และอาจจะไม่ทำตามด้วย ต่อต้านตลอด พวกนี้จะถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง

อยากบอกว่า ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ จะทำใจค่ะว่า ไม่มีทางที่เราจะทำอะไรแล้วคนจะเห็นด้วยทุกอย่าง โดยเฉลี่ย จะมีคนประมาณ 16% ที่ถูกทอดทิ้งอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เป็นเพราะเราไม่ช่วย หรือสังคมไม่ช่วย แต่เป็นเพราะนิสัยของเค้าเอง

จะมีคน 50% เท่านั้นที่อาจจะฝ่ากระแสการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้ จะมีคนประมาณ 34% ต้องรอจนตัวเองเสียหายสุดๆก่อน จึงจะยอมเปลี่ยน และมีคน 16% ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ

สรุปคือ จะทำอะไรที่ต้องทำก็ทำไปค่ะ คนจะค่อยๆตามเอง ใครไม่ยอมพยายามจะปรับตัว เราค่อยหาทางไปจัดการเค้าทางอื่น จะเรียนอาชีพ ทำมาหากิน ปลูกพืชผัก ทำงานที่ไม่ต้องเรียนก็ยังได้ เค้าไม่ยอมปรับตัวเรื่องการเรียนออนไลน์ ก็ให้ใช้จุดเด่นคือ วิถีชุมชน หรือ การทำงานวิชาชีพไปค่ะ

อันนี้ Apply ทั้งเรื่องการไม่ยอมปรับตัวเรื่องการเรียนออนไลน์ หรือ การทำธุรกิจ ประกอบอาชีพการงานนะคะ

ถ้าเรารีบยอมรับและปรับตัว กำไรจะสูงอยู่ เสียหายจะน้อยกว่า และมีโอกาส แต่รอให้คนปรับตัวกันหมด เรามาตามเพราะจำยอม ตอนนั้น ตลาดวายแล้ว ทำไปก็เหนื่อยมาก กำไรน้อย และตัวเองก็เสียหายหนักมากแล้ว ค่อยมาปรับตัว บางคนจึงฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

ให้กำลังใจให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง …
อย่ารอรัฐบาลช่วย เพราะคนช่วย เค้าช่วยได้ไม่หมดหรอกค่ะ