#ธุรกิจจะโต ต้องสร้างพี่เลี้ยง

ธุรกิจดี เพราะมีพี่เลี้ยง

มีอีกหนึ่งปัญหาที่หุยและทีมโค้ชได้รับการขอคำปรึกษาจากผู้ประกอบการก็คือ ทำอย่างไร ทีมงานจะทำงานได้มีประสิทธิภาพ หลายๆครั้ง ปัญหาคือ แม้แต่จะสอนงานให้ ก็ยังไม่ยอมอ้างว่าเหนื่อย อ้างว่าทำไม่เป็น งานเยอะ แต่เมื่อเป็นงาน เป็นบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำ แล้วทีมงาน ทำเองไม่ได้ ทำแล้วมีปัญหา ก็ทำให้หัวหน้า หรือ ผู้จัดการ หรือ เจ้าของต้องลงไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วหลายๆครั้งก็ต้องลงไป “แย่งงาน” ลูกน้องทำ

ผู้ประกอบการส่วนมากก็ยอมรับว่า ต้องลงไปทำงานแทนลูกน้องจริงๆ เพราะ

กลัวลูกน้องทำผิดพลาด

ลงไปทำเองเร็วกว่า

สอนก็แล้ว พูดก็แล้ว แต่ลูกน้องก็ทำไม่ได้


เป็นต้น

ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจ SMEs จำนวนมากจึงโตยากเพราะงานล้นมือ แม้จะจ้างลูกน้องมาช่วย แต่แทนที่ธุรกิจจะโต งานกลับเยอะกว่าเดิม แต่รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย มิหนำซ้ำแทนที่จะต้องรับมือกับลูกค้าอย่างเดียว กลับต้องรับมือแก้ปัญหาลูกน้องด้วย รับศึกรอบด้าน คำแนะนำจากทีมโค้ชก็คือ คุณเคยได้ยินไม๊คะ

If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together.

ถ้าคุณต้องการไปเร็ว ไปคนเดียว แต่ถ้าต้องการไปไกล ไปด้วยกัน

ดังนั้นเมื่อธุรกิจกำลังจะเติบโต จากที่เราทำงานคนเดียว ต้องเป็นซุปเปอร์แมน รับผิดชอบทำงานทุกอย่าง เราต้องเรียนรู้ที่แบ่งงานที่สำคัญน้อยออกมา แบ่งให้คนอื่นทำ เราต้องผันตัวเอง จากคนที่ลงมือทำ มาเป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อสร้างคนให้ทำงาน การที่เราจะเป็นพี่เลี้ยงที่จะสร้างทีมได้ นั้น เราเองก็ต้องฝึกทักษะใหม่ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการคนเช่นกัน เริ่มต้นจาก

• การเลือกคนที่ “ใช่” ต้องศึกษาและฝึกฝนทักษะการคัดเลือกคนที่เหมาะสม มีทัศนคติที่ดีมาร่วมทีม และต้องดูเป้าหมายของคนๆนั้นด้วยว่า เป้าหมายในชีวิตของเขา สอดคล้องกับการเติบโตขององค์กรของเราหรือไม่ คนที่มีทัศนคติที่ “ใช่” และเป้าหมายที่ตรงกับองค์กรของเรา จะทำให้เรา เหนื่อยน้อยลงในการฝึก เพราะเขาจะมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ และ ลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งจะทำให้เขาเอง เติบโตได้เร็ว และทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า

• ก่อนที่จะเริ่มสอนงาน ต้องคุยกันให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ และประเมินดูว่า เขาต้องพัฒนาทักษะในด้านในบ้าง เพื่อให้ทำบทบาทหน้าที่ได้ดี แล้วสอบถามความสมัครใจ และวางแผนร่วมกัน

• มีการวางแผนและกำหนดกรอบระยะเวลาในการพัฒนาทักษะเหล่านั้น เพื่อให้ทำงานได้ ภายในระยะเวลาทดลองงาน ก็ควรจะมีศักยภาพในการเรียนรู้และทำงานได้ด้วยตัวเองบ้าง

• เมื่อมีการสอนงาน ต้องเริ่มสอนจากแนวคิด Mindset การทำงานในจุดๆนั้น ว่า สิ่งที่คาดหวังในงานนั้น มีอะไร มีที่มาที่ไปวิธีคิดอย่างไร ลงมือทำอย่างไร และ ให้เขามีโอกาสลงมือทำด้วยตัวเอง และผู้บริหารต้องเฝ้าดูและตรวจสอบในระยะแรกๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เขาทำงานได้ถูกต้อง

• ควรมีการติดตาม ประเมินผลเป็นระยะ ดูทั้งผลงาน และพูดคุยถึงแนวคิด เช่น เมื่อเกิดปัญหาชฃขึ้น ก็ลองให้เขาเสนอแนะว่า เขามีความคิดว่า ปัญหาน่าจะมาจากจุดไหน และเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร และ มีอะไรให้เราช่วยหรือไม่

• การมอบหมายงาน สอนงาน ควรสอนทีละเรื่อง ทีละขั้นตอน และบอกให้จด หรือ ทำคู่มือการทำงานด้วย เพื่อให้สามารถกลับมาอ่านทบทวน หรือ ตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองได้

• และเมื่อมีการติดตามประเมิน ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว และพบว่า คนๆนี้ไม่สามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ได้ หรือ ทำงานให้เกิดผลไม่ได้ แม้ว่าลองทุกวิธีแล้ว ก็ควรหารือกันเพื่อโยกย้ายงานที่เหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ติดขัดและไม่เสียความตั้งใจ

มีผู้ประกอบการหลายคน ไม่กล้าตัดสินใจโยกย้ายพนักงานที่ไม่เหมาะสมออกจากทีมเพราะความเมตตาสงสาร ทำให้เกิดการทนทุกข์ทั้งเจ้าตัวเองที่รู้สึกท้อถอย ไร้ค่าที่เห็นตัวเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีกับทีมงานคนอื่นๆ ที่เห็นว่า บริษัทไม่จริงจังกับปัญหาการทำงานไม่มีประสิทธิภาพของพนักงาน และที่สำคัญคือ เมื่อทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์กรธุรกิจสูงขึ้น หรือ อาจจะสร้างความเสียหายได้ ถ้าดูแลไม่ทั่วถึง ผลก็คือ ผลประกอบการที่ไม่ดี และส่งผลต่อโบนัสและการขึ้นเงินเดือนของพนักงานทั้งบริษัทด้วย

สรุปคือ ถ้าธุรกิจจะเติบโต เจ้าของหรือ ผู้บริหารต้องผันตัวเป็นพี่เลี้ยงของทีมงานค่ะ และแน่นอนค่ะ แม้แต่ตัวเจ้าของ หรือ ผู้บริหารเองก็ต้องได้รับการฝึกให้เป็นพี่เลี้ยงที่ดีของทีม ซึ่งสามารถมาติดต่อปรึกษาหุย และทีมโค้ชได้เสมอ ที่สัมมนาธุรกิจติดปีก หรือ ทางอินบ็อกซ์ หรือ ใต้คอมเม้นต์นะคะ เรายินดีที่จะให้คำปรึกษา หรือเป็นพี่เลี้ยงให้ทุกธุรกิจค่ะ เพราะสิ่งที่เราเขียน เราไม่ได้แค่บอกได้ แต่เรานำพาให้ทุกธุรกิจ ทุกคนทำได้ค่ะ ถ้าคุณเลือกที่จะลงมือทำ

โค้ชหุย

Master Business Coach

Business Breakthru ธุรกิจติดปีก