Archives March 2020

ใครว่า ของถูก ต้องชนะ ??!!

หุยได้มีโอกาสโค้ชธุรกิจเก่าแก่ รุ่นพ่อถ่ายทอดมาถึงลูก หลายๆครั้ง ตอนที่หุยได้ไปดูโครงสร้างรายได้และปัญหาในองค์กร หุยพบปัญหาหนึ่งที่เป็นกันมาก คือ กำไรที่บางเฉียบ แค่หายใจก็อาจจะขาดทุนแล้ว อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่ไม่กล้าปล่อยมือให้ลูกทำ เพราะเกรงว่า หากบริหารผิดพลาด บริษัทอาจจะตกอู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำขาดทุนทันที พอมาดูต้นตอของกำไรที่บางเฉียบ ก็พบสาเหตุหลายเรื่อง เรื่องหนึ่ง คือ กลยุทธ์การตั้งราคา ซึ่งกลยุทธ์ที่ตกทอดมาจากพ่อสู่ลูก ที่ไม่มีใครกล้าเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จเในอดีต

แต่..

ผลในอดีตไม่ได้เป็นเตรื่องยืนยันถึงความสำเร็จในอนาคต!!

กลยุทธ์การตั้งราคาในอดีต คือสงครามราคา ธุรกิจมักเทียบสินค้าและราคาของตนเองกับคู่แข่ง และหาของที่ใกล้เคียง เสนอในราคาที่ถูกว่า เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด และเมื่ออีกฝ่ายเห็นคู่แข่งลด ราคาก็ลดตาม เรียกว่า

ใครดี ใครได้

ใครทุนหนาก็อยู่ได้ยาว ใครทุนน้อย ก็โดนแย่งตลาดไป และต้องออกจากตลาดไปอยู่ไม่ได้

ธุรกิจที่หุยเข้าไปโค้ชหลายราย เป็นธุรกิจเก่าแก่ต้องการถ่ายทอดให้ทายาท มีทุนหนา เพราะสะสมมาหลายขชั่วโคตร แต่กำไรบางเฉียบ เพราะใช้สงครามราคาจนหลังติดกำแพง ไม่สามารถแจกแถม หรือ สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้ ไม่มีแม้แต่งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือ สร้าง Connection เพราะถ้าไม่ประคองดีๆ ต้นทุนสูง จะขาดทุนทันที

ปัญหาของธุรกิจแบบนี้ มักไม่สามารถรักษาลูกน้องคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถไว้ได้ เพราะเงินเดือนจะน้อย และ ควบคุมต้นทุนทุกอย่าง ไม่มีงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างแบรนด์ หรือ การให้ผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับคู่ค้า หรือ พนักงาน องค์กรไม่กล้าที่จะมีกลยุทธ์ใหม่ๆ เพราะเสี่ยงกับความเสียหายหนักมากไม่ได้

หุยพบว่า ปัจจุบัน ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่มาแรง โค่นยักษ์ใหญ่ในอดีต เขาใช้กลยุทธ์อื่นๆ เช่น การตั้งราคา เขาจะไม่ได้เล่นสงครามราคามานัก แต่เน้นประสานผลประโยชน์ให้ทุกๆฝ่าย เช่น โปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม การให้ รางวัล หรือสะสมแต้มสำหรับผู้ซื้อ ผู้ใช้สินค้า รางวัลสำหรับคนเชียร์ของ รางวัลสำหรับตัวแทน เป็นต้น เรียกว่า จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางทุกคน ทำให้ สินค้าได้รับการเชียร์จนไปถึงมือ ผู้บริโภคคนสุดท้าย ค้าใช้จ่ายเหล่านี้ ถูกบวกอยู่ในต้นทุนสินค้า ทำให้ต้นทุนแพง และต้องขายแพง แต่ไปเน้นสร้างแบรนด์ สร้างความสนใจ ความต้องการของผู้บริโภคแทน

ดังนั้นแม้ว่า ของนั้นจะถูกขายในราคาที่แพงกว่าคู่แข่ง แต่สร้างความประทับใจ ตอบโจทย์ ผู้ใช้สินค้าและบริการมากกว่า ก็ทำให้ มีโอกาสขายออกได้มากกว่า แม้คนจะไม่เชียร์ สินค้าขายตัวเองได้

ดังนั้นเมื่อหุยเจอปัญหาเช่นนี้ หุยมักแนะนำให้ ลูกค้า ทำ SWOT Analysis ใหม่ (เพราะง่ายที่สุด) หรือ วิเคราะห์ตลาด และคู่แข่งใหม่ และวางแผนกลยุทธ์การตลาดและโปรโมชั่นใหม่ค่ะ เพราะ ของถูก ก็ไม่ใช่แปลว่า ชนะเลิศ ลูกค้าสมัยนี้ ผู้บริโภคสมัยนี้ ไม่เหมือน สมัยก่อน ความคุ้มค่าไม่ได้ถูกวัดด้วยถูกหรือแพง แต่ถูกวัดด้วยความพึงพอใจ อาจจะหมายถึง สินค้า บริการเสริม ของแถม ประสบการณ์ที่ได้รับ หรือ การยอมรับของสังคม และอื่นๆ ดังนั้น ถ้าเราทำการบ้านดี ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ดี เราจะวางแผนชนะคู่แข่งได้ โดยที่ทำกำไรสูงได้ด้วยค่ะ

ใครมีคำถามเหล่านี้ เขียนมาปรึกษาได้ หรือ หารือหุยและทีมโค้ชธุรกิจติดปีกได้ที่ สัมมนาธุรกิจติดปีกค่ะ

#โค้ชหุย

Master Business Coach
Business Breakthru
ธุรกิจติดปีก

ยิ่งกลัว…ยิ่งเสียหายหนัก

ยิ่งกลัว…ยิ่งเสียหายหนัก

หุยเป็นโค้ชที่มักจะเจอกับธุรกิจกงสีที่พ่อแม่ถ่ายทอดกิจการให้ลูก อย่างที่หุยได้เล่าในบทความก่อนๆว่า ธุรกิจกงสีมักมีปัญหาเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน และความขัดแย้งของพ่อแม่ลูก เมื่อหุยไปวิเคราะห์ดู ก็มักจะมาจากปัญหาของการที่ธุรกิจ มีกำไรน้อยลงมาก จนเสี่ยงต่อความเสียหาย ดังนั้น ผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ จึงไม่กล้าปล่อยมือให้ผู้บริหารผู้เป็นทายาท วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรอย่างอิสระ เพราะไม่กล้าเสี่ยงต่อความเพลี่ยงพล้ำผิดพลาด อีกหนึ่งในปัญหาที่ทำให้กำไรน้อย มาจากการ มีกลยุทธ์ “ปกป้องหลายชั้น ป้องกันความเสียหาย”

หุยอยากยกตัวอย่างหนึ่ง ของลูกค้ารายหนึ่ง ที่เหมือนลูกค้าหลายๆราย คือ เจ้าของกิจการ ทำธุรกิจมาหลายสิบปี เจอการทรยศทุกรูปแบบจากลูกน้องหลายรุ่น หลากแผนก เมื่อเจอปัญหาที ท่านก็สร้างกฎเหล็กก่อกำแพง ขึ้นมาป้องกันปัญหาความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ผ่านไปเวลาหลายสิบปี กำแพงที่ก่อไว้ มันก็มากมาย มากขึ้นเรื่อยๆ ขั้นตอนการทำงาน ยุ่งยากซับซ้อน และขาดความคล่องตัว และที่สำคัญ คือ ต้องใช้กำลังพลมหาศาล เพื่อทำให้งานทันเวลา ยิ่งขยายตลาด ขยายยอดขาย ยิ่งต้องเพิ่มคน เพราะทำงานไม่ทัน

เวลาทำงาน ผิดพลาดหนึ่งขั้นตอน จะถูกตีแบตกลับมาทันที และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ หากมี 20 ขั้นตอน งานฝ่าด่านไปถึง ขั้นที่ 19 เกิดการผิดพลาด ก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ ซึ่งบริษัทและพนักงาน มีความภาคภูมิใจในความเป๊ะเว่อร์ขอบริษัทเป็นอันมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ยิ่งทำงานหนัก แต่ทำไม รายได้น้อยลงเรื่อยๆ วันๆ มีแต่ปัญหา “คนไม่พอ คนไม่พอ” ต้องจ่าย OT ต้องปฎิเสธออร์เดอร์ เจอลูกค้าต่อว่า เรื่องงานล่าช้า เมื่อหุยเข้ามาโค้ช และวิเคราะห์จากสิ่งที่พบก็คือ บริษัทยิ่งกลัวผิดพลาดเสียหายหนักแคไหน เขายิ่งสร้างกำแพงกฎเหล็กมาป้องกัน ยิ่งทำให้เสียหายหนักกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว เพราะแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดในอดีต อันเป็นสาเหตุแห่งความกลัว มักจะมาจากสาเหตุ หาคนที่ “ไม่ใช่” มาร่วมงาน คือ อาจจะไม่ได้คำนึงว่า คนๆนั้น มีนิสัย สันดานที่ใช่ หรือเปล่า SMEs มักมีปัญหาเรื่องคนหายาก (เพราะหาคนไม่เป็น) หามาแบบ ขอให้เป็นคนก็ใช้ได้ แต่ที่จริงแล้ว ต้องหาคนที่ใช่ และ ต้องมีทักษะที่ใช่ด้วย ถ้าทักษะไม่ได้ ก็ต้องพัฒนา แก้ไขให้ดีขึ้น แต่ธุรกิจจำนวนมาก ก็มีปัญหาเรื่องการฝึกอบรมคน ไม่อยากเสียเงิน เสียเวลาในการพัฒนาคน ให้เติบโต กลัวหนีออกไปเป็นคู่แข่ง กลัวไปทำงานกับคู่แข่ง ทำให้เราต้องทนใช้คนที่ไม่มีศักยภาพต่อไป

ในความเป็นจริง ลองกลับไปดูธุรกิจที่เติบโตเข้มแข็ง ล้วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน สมัยที่หุยทำงานใน องค์กรระดับโลก หุยมีกำหนดไปอบรมทุกเดือน ทั้งในและต่างประเทศ งบที่ใช้ในการอบรมคนๆนึงแพงมาก แต่หุยก็สร้างรายได้ให้บริษัทเหล่านั้น มากมาย และไปดูผลประกอบการ บริษัทเหล่านั้น มีกำไรสูง คงความเป็นเบอร์หนึ่งตลอด เพราะมีแต่อยากมาทำงานที่นี่ ทำให้องค์กรมีโอกาสเลือกคนเก่งมากมายมาร่วมทีม และที่สำคัญคือ งานคล่องตัวมาก รวดเร็ว และผิดพลาดน้อย เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ทักษะและนิสัยคน แทนที่จะไปก่อกำแพงป้องกันความผิดพลาด จนระบบการทำงานยากเย็น ยุ่งยาก เหมือนเขาวงกต เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายมากมายเรื่องทีมงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะขาดการพัฒนา การเสียโอกาสในการแข็งขัน ขาดความคล่องตัวในการทำงาน

ใครมีปัญหาแบบนี้ เขียนมาปรึกษาได้ หรือ มาหรือกับทีมโค้ชได้ในสัมมนาธุรกิจติดปีก

#โค้ชหุย
#Master Busines Coach
#Business Breakthru
#ธุรกิจติดปีก

#ปรับตัวอย่างไร เพื่อคว้าโอกาส

มีเพื่อนๆหลายๆคน รวมทั้งลูกค้าด้วย ถามหุยว่า

จะปรับตัวอย่างไร เพื่อ พลิกวิกฤต เป็นโอกาส หุยบอกเลย สิ่งแรกคือ ทำใจ

ทำใจให้ยอมรับความจริงว่า โลกของเราไม่เหมือนเดิม ไม่ว่า เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม มันไม่เคยเหมือนเดิมมานานแล้ว และจะเปลี่ยนเร็วขึ้น หนักข้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ก็ต้องอยู่กับความจริงนี้ มีทางเลือกแค่ จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ไหน เบิกบาน หรือ หดหู่ กระตือรือร้น หรือ ทุกข์ร้อน

การรับมืออย่างมีพลัง จะทำให้มีสติในการวางแผนดีขึ้น จงสร้างพลังให้ตัวเอง และยิ้มรับการเปลี่ยนแปลง ส่งต่อพลังนี้ให้คนรอบข้าง ถ้าเป็นเจ้าของ จงส่งต่อให้ทีม ให้เค้ารู้ว่า เราอยู่เคียงข้าง และพร้อมนำพาทุกคนฝ่าฟันไป ดึงพลังของทีมขึ้นมา ให้ช่วยเหลือกัน ให้คิดวางแผนด้วยกัน คนละไม้ละมือ เจ้าของ เจ้านาย อย่าสบายคนเดียว ปรับตัวให้ติดดินมากขึ้น ใกล้ชิดทีมมากขึ้น ช่วยกันปรับลดความเสียหาย ค่าใช้จ่ายลงทีละ 5-10% หาแนวทางและร่วมกันทำ

ในยุควิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ สิ่งที่เค้าทำคือ ลดเวลาทำงานของแต่ละคนลง 20% -50% เพื่อไม่ต้อง Lay off พนักงาน ทุกคนทำงานได้ ทุกคนรายได้ลดลง แต่ด้วยความเข้าใจกัน ผู้บริหาร ลดเงินเดือนตัวเอง และไม่รับโบนัส เพื่อเสียสละให้พนักงานอยู่รอดด้วยกัน พนักงานทุกคน พร้อมใจพัฒนาตัวเอง และปรับการทำงานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพ

ผู้บริหาร เจ้าของ ลงมือให้พลังกับพนักงานด้วยตนเอง และเป็นแบบอย่างที่ดี ในการรัดเข็มขัด ลดความฟุ่มเฟือย และทำงานหนัก เพื่อให้ฝ่าวิกฤตไป ในสถานการณ์แบบนี้ ทุกคนช่วยกันปรับลดมาตรฐานชีวิตลง ใช้ชีวิตอย่างเมตตาต่อกัน ไม่กอบโกยเข้าหาตัวเอง แต่รู้จักอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล สู้ด้วยกัน ลำบากด้วยกัน จนกว่าจะชนะ เหตุการณ์ที่เลวร้าย

ถ้ามองในแง่ครอบครัว หรือ ธุรกิจก็เช่นกัน ต้องเห็นอกเห็นใจ เมตตาต่อกัน เปิดใจหารือกันตรงๆ เพื่อทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือสนับสนุนกันอย่าปล่อยให้คนใด คนหนึ่งเสียหาย หรือตายไป เพราะสุดท้าย เราเองก็ไม่รอดเช่นกัน ในสถานการณ์นี้ ความรักความเมตตา และเป็นจุดยืนให้กันและกัน เป็นกำลังใจกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำเท่านั้น ทุกคนจึงจะรอดได้

ให้กำลังใจค่ะ

#โค้ชหุย
#MasterBusinessCoach
#ParentingCoach
#ธุรกิจติดปีก
#Magnetแม่เหล็กพลังบวก

#เศรษฐกิจตก…อย่ามัวแต่นั่งตบยุง

ในช่วงนี้ เป็นภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ธุรกิจไทยจำนวนมากก็ขายไม่ดี ประชาชน มีความระมัดระวังในการใช้จ่าย หุยได้รับทราบจากลูกค้า SMEs หลายๆท่าน ว่า มีปัญหาหนักอกหนักใจเรื่องนี้ แต่ละเดือนต้องพยายามหาออร์เดอร์ มาเลี้ยงพนักงานในองค์กรที่รองาน ดังนั้น ทำเอาผู้ประกอบการ เจ้าของ คนที่รับผิดชอบ หนักอกหนักใจ จิตตกไปเลยทีเดียว หุยได้มีโอกาสรับเชิญให้เข้าไปโค้ช SMEs ที่มีวิสัยทัศน์เยอะมากค่ะช่วงนี้ เพราะธุรกิจมีเวลาว่างมาพอ และหนักใจ อยากหาที่ปรึกษา ว่าทำอย่างไรดี ออร์เดอร์ไม่มี หุยมีมุมมองว่า โดยปกติในภาวะ “ขายดี “ ลูกน้องและทีมงานทุกคน รวมทั้งผู้บริหารทำงานเป็นระวิง แทบจะไม่มีเวลาสำรวจตัวเอง หรือ กันและกัน ดังนั้นในภาวะการณ์แบบนี้ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงๆ มักจะทำดังนี้ค่ะ

•ประชุมหารือกับทีมผู้นำ หรือ พนักงานระดับหัวหน้า ถึง Feedback ต่างๆ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละแผนก ไม่ได้เอามาเพื่อกล่าวโทษต่อว่ากันนะคะ แต่ให้มาหารือกันเพื่อปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เพราะจังหวะเวลานี้ เป็นโอกาสที่เราจะได้มีเวลาหันหน้าเข้าหากัน และวางแผนพัฒนาองค์กร

•สิ่งที่เราควรพิจารณา เช่น กระบวนการขั้นตอนการทำงาน เป็นอย่างไร เราจะทำให้เร็วขึ้นได้อย่างไร มีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไร ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นอะไรได้บ้าง

•ทีมงานแต่ละคน มีทักษะการทำงาน มีความรู้ อะไรบ้างที่ควรพัฒนา หาหลักสูตรต่างๆ ให้พัฒนา หรือ สอนงานให้พนักงาน เดี๋ยวนี้ มีทั้งสัมมนาฟรี สัมมนาเสียเงิน ถูกบ้าง แพงบ้าง หรือคอร์สออนไลน์ แต่เมื่อเรียนแล้ว ก็ควรมีการนำมาพูดคุย แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน ทำให้องค์ความรู้แตกฉาน และ มีแนวคิดว่าจะนำมาพัฒนาองค์กรอย่างไร

•ลองดู อาคารสถานที่ ว่า สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยหรือไม่ ช่วยกันจัดข้าวของ จัดห้อง จัดสถานที่ทำงานให้มีระเบียบ หาของง่าย (จะทำงานง่ายขึ้น)

•ลองดูพื้นที่สต็อก หรือ เครื่องจักร ว่าต้องช่วยกันนับสต็อกไม๊ ต้อง Maintain ปรับปรุงเครื่องจักรอย่างไร ให้พร้อมใช้งาน และถูกต้อง (เช่นหลายๆบริษัท มักมีปัญหา สต็อกไม่ตรง)

•พัฒนาทักษะการทำงาน เช่น พนักงานในบทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่ยังทำงานระดับสูงขึ้นไม่ได้ ก็เอามาซ้อมๆๆ ฝึกทักษะต่างๆ ที่ควรทำเป็น เพราะถ้าทำได้ หัวหน้าก็จะงานเบาลง

•ช่วยกัน ออกแบบและวางแผน กลยุทธ์ทางการตลาด เพิ่มทักษะทางการขาย

•ลองกลับไปดูข้อมูลฐานลูกค้าเก่าๆ และ ติดต่อ Update ข้อมูลลูกค้าเก่าที่เคยมี ว่า ปัจจุบันเป็นอย่างไร ถือโอกาสไปเยี่ยมลูกค้าเก่าไปด้วย เพราะการติดต่อลูกค้าเก่าๆ นั้น ง่ายกว่า การหาลูกค้าใหม่ และ ได้มีโอกาส หาข้อมูลว่า ปัจจุบันลูกค้าซื้อของกับใคร ที่ไหน หรือ ใช้สินค้าอะไรบ้าง เพราะลูกค้าอาจจะมีการเติบโต มีขายสินค้าหลายอย่างมากขึ้น เราก็จะได้ไอเดียในการต่อยอดธุรกิจได้ ใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์อีกครั้ง และทำแบบสอบถามให้ลูกค้า ความเห็นว่า ลูกค้าเคยประทับใจอะไรในบริการของเรา และ มีอะไรที่อยากให้เราพัฒนา และมีสินค้าอะไรบ้างที่ลูกค้ากำลังสนใจ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่เรามี)

•ในฐานะผู้ประกอบการ เราควรใช้จังหวะนี้ ในการประเมินผลงานที่ผ่านมาของพนักงานแต่ละคน ซึ่งทักษะนี้ ต้องทำอย่างระมัดระวัง และเป็นขั้นตอนค่ะ เพื่อที่จะให้แต่ละคนได้เห็นตัวเอง และมีความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง และคัดกรองคนที่ “ไม่ใช่” ออกจากองค์กร

•ที่สำคัญที่สุด ผู้ประกอบการต้องใช้โอกาสนี้ ในการออกไปหาความรู้ใหม่ๆ Connection ใหม่ๆ หุยขอให้ไอเดียนิดนึง ออกไปหาตามสัมมนาค่ะ สัมมนาที่มาจากต่างประเทศ สัมมนาที่จ่ายเงินราคาสูง เราจะเจอคนที่มีไอเดียสูง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะ “ราคา” เป็นตัวคัดกรองคนที่มาเรียน เราจะเจอคนที่มี Growth Mindset ในนั้น เราจะแวดล้อมด้วยคนที่มีไอเดียใหม่ๆ อย่าไปอยู่ในที่ๆ คนมีปัญหาเหมือนๆกัน มาพร่ำบ่นท้อแท้ ไม่มีทางออก และควรเรียนหรือเข้ากลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะเราจะได้พลังและไอเดียจากคนกลุ่มนี้ค่ะ และคุณมีโอกาสจะได้ลูกค้าใหม่ๆ จากในสัมมนาระดับดีๆพวกนี้สูงมาก

ถ้าบริษัท ธุรกิจต่างๆ มีคำถาม หรือ มีปัญหาหนักอกหนักใจในเรื่องนี้ และเรื่องอื่นๆ มาปรึกษาหุยและทีมโค้ชธุรกิจติดปีกในสัมมนาของเราได้เช่นกัน หรือ เขียนมาใน คอมเม้นต์ เรายินดีให้คำปรึกษา และให้พลังกับทุกๆธุรกิจค่ะ

#โค้ชหุย

Business Success Coach

Business Breakthru ธุรกิจติดปีก

#แค่การตลาดดีไม่พอ ขายต้องดีด้วย

แค่การตลาดดีไม่พอ ขายต้องดีด้วย

มาอีกแล้วค่ะ เช้านี้ ได้รับโทรศัพท์ขอคำปรึกษาจาก SMEs รายหนึ่ง ผู้ประกอบการปรึกษาปัญหาหนักใจ ยอดขายตกลงมาเรื่อยๆ จนแทบจะติดลบแล้ว เธอพยายามเข็นทีมขายมานานหลายปีแล้ว แต่ทีมขายและ หัวหน้าทีมกลับเป็นคนที่พอเพียง พอใจยอดแค่นั้น

ปัญหานี้เป็นปัญหาคลาสสิคที่หุยได้พบเจอจากการโค้ชธุรกิจมาหลายสิบเคส แต่ปัญหาการที่ยอดขายไม่ดีของแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกันค่ะ หลายๆเคสปัญหา อาจจะมาจาก mindset ของทีมงานเอง ซึ่งหุยจะมาลงรายละเอียดในบทความนี้นะคะ เพราะเป็นปัญหาของบริษัทนี้พอดี แต่หลายๆเคส อาจจะมาจากสาเหตุอื่นที่หุยจะนำมาเล่าในคราวต่อๆไป

สิ่งที่ผู้บริหารเล่ามาให้ฟัง คือ ปกติเธอจะออกตลาดไปพบลูกค้ากับพนักงานขาย ทุกๆเดือน โดยเวียนกันไป เพื่อที่จะเป็นการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า และ ดูว่าลูกน้องยังขาดทักษะอะไร ที่ทำให้ปิดการขายไม่ได้ และเธอมักจะพบว่า ลูกน้องไม่มีความรู้เรื่องสินค้า ขาดการเตรียมตัวในการขายเช่น Presentation ไม่ดีพอ และนำเสนอสินค้าไม่ดี ไม่กล้าขาย ดังนั้นเธอจึงมักจะกระโดดลงไปขายแทน และ ปิดการขายเอง แล้วเธอก็รู้ตัวว่า มันทำให้ลูกน้องไม่ Happy เพราะหลังจากการขาย เธอก็มักจะสอน เชิงตำหนิลูกน้อง จนฟังเหมือนพร่ำบ่น (อันนี้เธอพูดเองว่า เธอเองก็รู้ตัวและพยายามแก้พฤติกรรมนี้)

แม้เธอทำเช่นนี้มาหลายปี ลูกน้องก็ไม่ได้ขายเก่งขึ้น มิหนำซ้ำยอดขายกลับตกลงเรื่อยๆ ในเดือนนี้ลูกน้องถึงกับเอ่ยปากว่า อยากขอให้เธองดการออกตลาดกับทีมเซลล์ เพราะเซลล์รู้สึกเครียดและทำงานยาก สิ่งที่หุยวิเคราะห์ปัญหาของทีมนี้ จากการที่ได้เข้าไปพูดคุยเพื่อหาปัญหาที่แท้จริงขององค์กรหุยพบว่า

1) น้องๆทีมงาน ยังอยู่ใน Comfort Zone ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต ค้นหาความชอบของตัวเองไม่เจอ แม้ว่า ไม่ได้ มีความสุขนักในการทำงาน และไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจในการทำงาน เพราะทำงานไม่ได้ผลลัพธ์ที่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าที่ฝัน ไม่กล้าที่จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ได้แต่ทำงานไปวันๆ ทำงานวันต่อวัน เพื่อฆ่าเวลาไปวันๆ

2) น้องๆมีความรู้สึกว่า ตัวเองไม่กล้าขาย ซึ่งอาจจะมาจาก Mindset ลึกๆว่า การขายเป็นเรื่องน่าอับอาย เหมือนการขอเงิน ขอความเมตตากรุณาจากคนอื่น หรือ อาจจะมาจากการไม่มั่นใจในสินค้าและบริการของบริษัทว่า ดีคุ้มค่า ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการพูด ในการนำเสนอสินค้า ทำให้น้ำเสียง หรือ ภาษาท่าทาง Body Language หรือ Tone Of Voice ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นใจ ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจไปด้วย

3) ระบบการฝึกอบรมของบริษัทไม่ดีพอ ไม่มีระบบการฝึกอบรมทั้งในเรื่อง ที่มาที่ไปของบริษัท ประเภทสินค้าและ บริการ (product knowledge) ไม่มีระบบพี่เลี้ยงที่ดีในการ Coaching พนักงานใหม่ รวมทั้งการฝึกทักษะการทำงานที่จำเป็นเช่น ทักษะการพูดโน้มน้าว การสร้างความสัมพันธ์ การนำเสนอสินค้า เป็นต้น ทำให้พนักงานแต่ละทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานขาย ไม่เข้าใจถึงสินค้าและบริการของบริษัททำให้เสนอสินค้าไม่ได้ ตอบคำถามไม่ขาด ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ

4) ขาดการสร้างระบบการติดตามลูกค้า ซึ่งอันนี้ เป็นปัญหาที่หุยเจอมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัททีมีอายุเก่าแก่ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ในหลายๆองค์กร หุยพบว่า ทางบริษัทมีฐานลูกค้าเก่า เป็นพัน เป็นหมื่นราย แต่ มีลูกค้าปัจจุบันเพียงไม่กี่รายเท่านั้น นอกนั้น คืออดีตลูกค้าที่ขาดการติดตาม ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก

ที่จริงแล้วการทำการตลาด หรือ Marketing นั้น มันคือค่าใช้จ่ายที่เราเรียกลูกค้าให้มาสนใจ และเปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอสินค้าและบริการ

แต่การปิดการขายได้ คือ การที่ทำให้เกิดยอดขายและธุรกิจเติบโต และที่สำคัญที่สุดและทำให้ธุรกิจมั่นคง คือ การรักษาลูกค้าเก่าเอาไวได้ และทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อ หรือ ซื้อเพิ่มขึ้น จะยิ่งดีกว่านั้น คือ การทำให้ลูกค้าประทับใจจนกระทั่งแนะนำลูกค้าใหม่ให้กับเรา เพราะนั่นคือการได้ลูกค้าโดยไม่เสียเงิน และทำให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้นมากค่ะ

บริษัทจำนวนมาก ตกม้าตายในขั้นตอนนี้ เพราะสินค้า หรือบริการไม่เป็นที่ประทับใจ การวางระบบเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เซลล์เก่า ดึงลูกค้าออกไป และการให้บริการสุดประทับใจ จึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องทำค่ะ ไม่งั้นค่าใช่จ่ายในการสร้างลูกค้าใหม่ จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

การที่จะเข้าไปควานหาและจัดการปัญหายอดขายในองค์กรนั้น ต้องใช้การพูดคุยเพื่อดูแนวคิดการทำงาน การขาย รวมทั้งแนวคิดในการดำเนินชีวิตของทีม ซึ่งหมายถึงผู้บริหารและตัวลูกน้องเอง และการสังเกตด้วยการวางระบบ

แล้วค่อยโค้ชชิ่งทีมให้มี Mindset ในการทำงานที่ถูกต้อง Mindset ในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม และนำพาการพูดคุยเพื่อให้ทางบริษัทร่วมกันคิดถึงแนวทางแก้ปัญหา และทำงานร่วมกันในการสร้างส่วนต่างๆให้แข็งแรง พร้อมทั้งเข้าใจ เห็นใจกัน และช่วยกันแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ เพราะ

การทำธุรกิจนั้น เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน มากกว่า การวิ่ง 100 เมตร ต้องใช้ความเพียรและปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่หยุด และต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม จึงจะนำพาองค์กรให้เติบโต แข็งแรง เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้

และคนที่สำคัญที่สุดที่ต้องเปลี่ยนก่อน คือ ตัวผู้บริหารเอง ต้องมีความเข้าใจในความรู้สึก ความคิดของทีมงาน ลูกค้า และคู่ค้า และปรับวิธีการทำงานของเราเพื่อให้สอดคล้องกับการเชื่อมต่อกับคนเหล่านี้ ในการทำธุรกิจ ขอให้เราคิดถึงเป้าหมายในการทำธุรกิจ คือ กำไร และการเติบโตขององค์กรที่ยั่งยืน การทำให้ทีมงาน ลูกค้า คู่ค้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำตัวหรือ คิดว่า เราต้องเป็นคนสำคัญ หรือ เป็นคนที่ถูกเสมอ หรือ เป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง แล้วเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ จะมาถึงง่ายขึ้นและเราก็จะมีความสุขด้วยค่ะ

ใครมีปัญหาประมาณนี้ มาติดต่อ หุย หรือ มีทีมโค้ช Business Breakthru ธุรกิจติดปีกได้ที่สัมมนา หรือ Inbox หรือใต้ Comments นะคะ เรายินดีให้คำแนะนำเพิ่มเติมค่ะ

โค้ชหุย

Master Business Coach

Business Breakthru ธุรกิจติดปีก

#ธุรกิจจะโต ต้องสร้างพี่เลี้ยง

ธุรกิจดี เพราะมีพี่เลี้ยง

มีอีกหนึ่งปัญหาที่หุยและทีมโค้ชได้รับการขอคำปรึกษาจากผู้ประกอบการก็คือ ทำอย่างไร ทีมงานจะทำงานได้มีประสิทธิภาพ หลายๆครั้ง ปัญหาคือ แม้แต่จะสอนงานให้ ก็ยังไม่ยอมอ้างว่าเหนื่อย อ้างว่าทำไม่เป็น งานเยอะ แต่เมื่อเป็นงาน เป็นบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำ แล้วทีมงาน ทำเองไม่ได้ ทำแล้วมีปัญหา ก็ทำให้หัวหน้า หรือ ผู้จัดการ หรือ เจ้าของต้องลงไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วหลายๆครั้งก็ต้องลงไป “แย่งงาน” ลูกน้องทำ

ผู้ประกอบการส่วนมากก็ยอมรับว่า ต้องลงไปทำงานแทนลูกน้องจริงๆ เพราะ

กลัวลูกน้องทำผิดพลาด

ลงไปทำเองเร็วกว่า

สอนก็แล้ว พูดก็แล้ว แต่ลูกน้องก็ทำไม่ได้


เป็นต้น

ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจ SMEs จำนวนมากจึงโตยากเพราะงานล้นมือ แม้จะจ้างลูกน้องมาช่วย แต่แทนที่ธุรกิจจะโต งานกลับเยอะกว่าเดิม แต่รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย มิหนำซ้ำแทนที่จะต้องรับมือกับลูกค้าอย่างเดียว กลับต้องรับมือแก้ปัญหาลูกน้องด้วย รับศึกรอบด้าน คำแนะนำจากทีมโค้ชก็คือ คุณเคยได้ยินไม๊คะ

If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together.

ถ้าคุณต้องการไปเร็ว ไปคนเดียว แต่ถ้าต้องการไปไกล ไปด้วยกัน

ดังนั้นเมื่อธุรกิจกำลังจะเติบโต จากที่เราทำงานคนเดียว ต้องเป็นซุปเปอร์แมน รับผิดชอบทำงานทุกอย่าง เราต้องเรียนรู้ที่แบ่งงานที่สำคัญน้อยออกมา แบ่งให้คนอื่นทำ เราต้องผันตัวเอง จากคนที่ลงมือทำ มาเป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อสร้างคนให้ทำงาน การที่เราจะเป็นพี่เลี้ยงที่จะสร้างทีมได้ นั้น เราเองก็ต้องฝึกทักษะใหม่ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการคนเช่นกัน เริ่มต้นจาก

• การเลือกคนที่ “ใช่” ต้องศึกษาและฝึกฝนทักษะการคัดเลือกคนที่เหมาะสม มีทัศนคติที่ดีมาร่วมทีม และต้องดูเป้าหมายของคนๆนั้นด้วยว่า เป้าหมายในชีวิตของเขา สอดคล้องกับการเติบโตขององค์กรของเราหรือไม่ คนที่มีทัศนคติที่ “ใช่” และเป้าหมายที่ตรงกับองค์กรของเรา จะทำให้เรา เหนื่อยน้อยลงในการฝึก เพราะเขาจะมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ และ ลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งจะทำให้เขาเอง เติบโตได้เร็ว และทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า

• ก่อนที่จะเริ่มสอนงาน ต้องคุยกันให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ และประเมินดูว่า เขาต้องพัฒนาทักษะในด้านในบ้าง เพื่อให้ทำบทบาทหน้าที่ได้ดี แล้วสอบถามความสมัครใจ และวางแผนร่วมกัน

• มีการวางแผนและกำหนดกรอบระยะเวลาในการพัฒนาทักษะเหล่านั้น เพื่อให้ทำงานได้ ภายในระยะเวลาทดลองงาน ก็ควรจะมีศักยภาพในการเรียนรู้และทำงานได้ด้วยตัวเองบ้าง

• เมื่อมีการสอนงาน ต้องเริ่มสอนจากแนวคิด Mindset การทำงานในจุดๆนั้น ว่า สิ่งที่คาดหวังในงานนั้น มีอะไร มีที่มาที่ไปวิธีคิดอย่างไร ลงมือทำอย่างไร และ ให้เขามีโอกาสลงมือทำด้วยตัวเอง และผู้บริหารต้องเฝ้าดูและตรวจสอบในระยะแรกๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เขาทำงานได้ถูกต้อง

• ควรมีการติดตาม ประเมินผลเป็นระยะ ดูทั้งผลงาน และพูดคุยถึงแนวคิด เช่น เมื่อเกิดปัญหาชฃขึ้น ก็ลองให้เขาเสนอแนะว่า เขามีความคิดว่า ปัญหาน่าจะมาจากจุดไหน และเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร และ มีอะไรให้เราช่วยหรือไม่

• การมอบหมายงาน สอนงาน ควรสอนทีละเรื่อง ทีละขั้นตอน และบอกให้จด หรือ ทำคู่มือการทำงานด้วย เพื่อให้สามารถกลับมาอ่านทบทวน หรือ ตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองได้

• และเมื่อมีการติดตามประเมิน ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว และพบว่า คนๆนี้ไม่สามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ได้ หรือ ทำงานให้เกิดผลไม่ได้ แม้ว่าลองทุกวิธีแล้ว ก็ควรหารือกันเพื่อโยกย้ายงานที่เหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ติดขัดและไม่เสียความตั้งใจ

มีผู้ประกอบการหลายคน ไม่กล้าตัดสินใจโยกย้ายพนักงานที่ไม่เหมาะสมออกจากทีมเพราะความเมตตาสงสาร ทำให้เกิดการทนทุกข์ทั้งเจ้าตัวเองที่รู้สึกท้อถอย ไร้ค่าที่เห็นตัวเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีกับทีมงานคนอื่นๆ ที่เห็นว่า บริษัทไม่จริงจังกับปัญหาการทำงานไม่มีประสิทธิภาพของพนักงาน และที่สำคัญคือ เมื่อทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์กรธุรกิจสูงขึ้น หรือ อาจจะสร้างความเสียหายได้ ถ้าดูแลไม่ทั่วถึง ผลก็คือ ผลประกอบการที่ไม่ดี และส่งผลต่อโบนัสและการขึ้นเงินเดือนของพนักงานทั้งบริษัทด้วย

สรุปคือ ถ้าธุรกิจจะเติบโต เจ้าของหรือ ผู้บริหารต้องผันตัวเป็นพี่เลี้ยงของทีมงานค่ะ และแน่นอนค่ะ แม้แต่ตัวเจ้าของ หรือ ผู้บริหารเองก็ต้องได้รับการฝึกให้เป็นพี่เลี้ยงที่ดีของทีม ซึ่งสามารถมาติดต่อปรึกษาหุย และทีมโค้ชได้เสมอ ที่สัมมนาธุรกิจติดปีก หรือ ทางอินบ็อกซ์ หรือ ใต้คอมเม้นต์นะคะ เรายินดีที่จะให้คำปรึกษา หรือเป็นพี่เลี้ยงให้ทุกธุรกิจค่ะ เพราะสิ่งที่เราเขียน เราไม่ได้แค่บอกได้ แต่เรานำพาให้ทุกธุรกิจ ทุกคนทำได้ค่ะ ถ้าคุณเลือกที่จะลงมือทำ

โค้ชหุย

Master Business Coach

Business Breakthru ธุรกิจติดปีก

#สอนเท่าไหร่…ก็ไม่จำ

สอนเท่าไหร่..ก็ไม่จำ

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของ SMEs คือ “สอนเท่าไหร่…ก็ไม่จำ” การสอนงานลูกน้อง เป็นเรื่องอิดหนาระอาใจของผู้ประกอบการ หรือ ทีมผู้นำของ SMEs ที่ต้องการจะถ่ายทอดงานให้ลูกน้องทำ การมอบหมายงานให้ลูกน้อง เป็นปัญหาสาหัสมาก จนหลายๆคนถอดใจที่จะสอนงาน ลงมือทำเองดีกว่า ทำให้ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ เพราะเจ้าของหรือทีมผู้นำ ต้องลงมาทำงานที่ไม่ได้มี คุณค่ามาก ( High Value job) เหตุผลของการไม่ถ่ายทอดงานคือ

• ทำเองเร็วกว่า

• น้องทำผิดพลาดบ่อย เวลาแก้ ต้องเสียเวลาแก้ ปวดหัวกว่าทำเอง

• สอนไปก็ไม่จำ ทำไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องทำเองอยู่ดี

• เด็กสมัยนี้ไม่อดทน เจอปัญหาก็ทนไม่ได้

• และอื่นๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัวของหุย สมัยที่ทำงานธุรกิจคุมการผลิตเสื้อผ้าที่เวียดนามส่งออกไปที่ ยุโรป หุยคุมโรงงาน 10 กว่า โรง ตอนที่ลาออกนั้น หุยต้องถอดบทบาทหน้าที่ของหุยให้ทีมงาน 5 คน ในเวลา 6 เดือน รวมทั้งจากการที่เป็นผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจสปามาก่อน 2 แห่ง หุยย่อมมีแนวทางในการถ่ายทอด มอบหมายงานที่ดี ดังนี้ค่ะ

• ก่อนที่จะมอบหมาย ถ่ายทอดงานให้ใคร เราต้องเลือกคนที่ “ใช่” กล่าวคือ มีนิสัยที่พร้อมรับการถ่ายทอด พร้อมที่จะเรียนรู้ มีความรับผิดชอบ และมีทักษะบางอย่างที่ทำให้ต่อยอดงานใหม่ที่เราจะมอบหมายได้ไม่ยาก

• เราต้องพูดคุยสร้างความเข้าใจว่า เราเห็นโอกาสและความเป็นไปได้อะไรในตัวของเขาที่จะรับงานนี้ ถ้าเขาทำงานนี้ได้ จะสร้างโอกาสอะไรที่ดีๆ ในชีวิตของเขาบ้าง (ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นเป็นเรื่องผลตอบแทนทางตรง แต่เป็นผลตอบแทนทางอ้อม เช่น ชื่อเสียง การยอมรับ หรือ การทะลุกรอบตัวตนเดิมที่เป็นบันไดไปสู่โอกาสใหม่ๆ)แล้วสอบถามว่า เขาสนใจ หรือ มีความ “อยาก”ที่จะรับโอกาสนี้หรือไม่

• ถ้าเขาอยากได้รับโอกาสนั้น เราจึงจะพูดคุยถึงวิธีการถ่ายทอดงาน ระยะเวลา และความคาดหวังว่า ผลสัมฤทธ์ หรือ ความสำเร็จที่เราอยากเห็นในงานนี้ คืออะไรบ้าง และจะมอบหมายให้เสร็จหมดเมื่อไหร่

• สอบถามเขาว่า มีความคิดเห็นอย่างไร หรือ มีคำแนะนำอะไรบ้างที่จะทำให้การมอบหมายงานนี้ประสบความสำเร็จ แล้ววางแนวทางการทำงาน และมอบหมายงานร่วมกัน

• มอบหมายงาน ทีละขั้นตอน หรือ ถ้าเป็นขั้นตอนย่อยๆ ก็มอบให้ทีละงาน โดยให้ผู้รับงานมาฟัง และจดการขั้นตอนงานทีละขั้นตอน หรือ ปกติ หุยจะเป็นคนเขียนคู่มือการทำงานนั้น พร้อมเอกสารตัวอย่างแนบ มีการทาสีไฮไลท์ ในสิ่งที่ต้องระวัง หรือสังเกตในเอกสารตัวอย่างแนบ เพื่อให้ผู้รับงานเห็นภาพจริง มอบหมายงานพร้อมให้ดูคู่มือไปด้วย

• ก่อนจะให้ลงมือทำ มีการนัดหมายวันเวลาที่จะมาพูดคุย ติดตามงาน และตรวจงานที่ค้าง

• มีการพูดคุยติดตามงาน ตรวจสอบงานเป็นระยะ ในช่วงแรกๆ เมื่อขั้นตอนใด ทำเองได้แล้ว ก็จะผ่านไป สอนในบทบาทหน้าที่ใหม่ต่อไป จนกระทั่งรับงานไปจนหมดสิ้น

• อย่าลืม ต้องมีการชื่นชมที่พยายาม ขอบคุณ และให้กำลังใจลูกน้องอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าน้องจะทำผิดพลาดบ้าง ก็ต้องอดทนและให้โอกาสนะคะ แต่เราอาจจะต้องมาดูมากกว่าเดิม

ถ้ามีการสอนงานแล้ว ยังมีการผิดพลาด เราก็ต้องมาพิจารณาว่า เราเองควรพัฒนาการสื่อสาร การสอนของเราอย่างไร โดยหารือกับน้องที่เรามอบหมายงาน แล้วปรับการสอนงานใหม่ และเมื่อมีการปรับแล้วหลายๆรอบ ก็อาจจะพิจารณาว่า น้องเป็นคนที่เหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่ หรือควรถูกปรับไปทำบทบาทหน้าที่อื่น

การสอนงานนั้น จะสอนให้จำนั้น เราต้องมีเทคนิคดังที่กล่าวมาข้างต้น ที่สำคัญเราต้องอ่านคนที่เราต้องการสื่อสารให้ชัดเจน ว่า นิสัยของคนๆนี้ เหมาะที่จะได้รับการสอนแบบละเอียด บอกเป็นขั้นเป็นตอน หรือ ควรจะให้คิดเอง เพราะแต่ละคน มีวิธีการเรียนรู้และรับรู้แตกต่างกันค่ะ เราจะสอนใคร เราต้องใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้ฟัง ไม่ใช่สอนในแบบที่เราอยากสอน อะไรไม่สำคัญเท่ากับ เป้าหมายของเราคือ การทำให้ลูกน้องทำงานได้ ตามที่เรามอบหมายให้ อย่างไม่ผิดพลาด ทำสำคัญคือ การสอนงานลูกน้องนั้น ไม่ใช่ว่า…”เทหมดถัง” ในวันเดียว ต้องค่อยๆฝึกไปทีละงานจนเก่ง แล้วมอบงานใหม่ และเราควรสอนทีละคน เมื่อสอนคนแรกทำงานเองได้สัก 70% เราจึงจะมาสอนคนที่ 2 เมื่อคนแรกทำงานเองได้แล้ว คนที่สองทำงานได้ 70% จึงจะมาสร้างคนต่อไป งานของเราจะเบาลงเรื่อยๆ ค่ะ และลูกน้องก็จะทำงานผิดพลาดน้อย เพราะเรามีเวลาดูแลเขาเพียงพอ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการสอนงานคน ถ่ายทอดงาน ต้องสร้างมาตรฐานการทำงานไปด้วยค่ะ เพื่อเราจะได้ตรวจสอบและควบคุมได้ ลูกน้องมีคู่มือการทำงาน ทำให้เขาไม่ต้องมั่วคิดเอง เวลาเราแก้ปัญหา ก็แก้ง่าย เพราะเราดูได้ว่า เขาไปผิดพลาดที่ขั้นตอนไหน ดังนั้นคนแรกๆ เราอาจจะสอนยากหน่อย ช้าหน่อย แต่เมื่อสอนได้ สร้างได้ เราจะสร้างคนต่อไปจะง่ายขึ้นมาก เพราะมันมีระบบการสอนงานแล้ว และยิ่งถ้าเราจะติดตามการทำงานของลูกน้อง โดยที่เราไม่ต้องมาเฝ้า เราต้องออกแบบตัวชี้วัด หรือ ตัวเลข ให้ลูกน้องรายงานเราทุกสัปดาห์ ถ้าออกแบบตัวเลขชี้วัดดี เราจะสามารถเห็นได้ว่า ตอนนี้ลูกน้องคนไหน กำลังมีปัญหาบางอย่าง ที่เราต้องลงมาดูแล และช่วยเหลือกค่ะ ลองดูนะคะ

ธุรกิจของใคร ทีมของใครมีปัญหาแบบนี้ มาปรึกษาหุย หรือทีมโค้ชธุรกิจติดปีกได้ค่ะ เราพร้อมเสมอที่จะให้คำแนะนำกับทุกๆท่านค่ะ เราไม่ได้ แค่สอนวิธีการ แต่เรานำพาธุรกิจ ลงมือปฎิบัติจริง จนทำได้จริงค่ะ เจอกันในสัมมนาธุรกิจติดปีก หรือ เขียนมาทางอินบ็อกซ์ หรือใต้คอมเม้นต์ได้นะคะ

#โค้ชหุย

Business Success Coach

Business Breakthru ธุรกิจติดปีก

#จงลุกขึ้นมา อย่าจมปลักอยู่กับความล้มเหลว เพราะมันจะล้มเหลวตลอดไป

เค้าบอกว่า “การล้มเหลว” เกิดจากการผิดพลาดที่มาพร้อมกับประสบการณ์ อันน้อยนิด แต่ถ้ามองกันโดยทั่วๆ ไปแล้ว นะคะ ไม่ว่าใครก็สามารถที่จะผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น

แต่..เราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ารึเปล่าหล่ะ?? หลายคนชอบที่จะไม่ให้อภัยตัวเอง แล้วก็ยังปล่อยให้ความล้มเหลวมันคอยกัดกินหัวใจ ให้มันคอยทิ่มแทงตัวเรา ..

เสียเวลามากค่ะ🙅‍♀️ เพราะการพัฒนาทักษะมันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าหากคุณ…ยังอยู่ในวังวนและจมปลัก กับคำว่า “ล้มเหลว”

คุณต้องรู้จักปล่อยวาง แล้วลองทบทวนถึงวิธีการ สาเหตุของการทำงานที่ผ่านมา ว่าดีหรือไม่ดี ถ้าคิดว่ามันไม่เวิร์คเปลี่ยนวิธีการซะ แล้วประเมินแนวโน้มถึงความเป็นไปได้ ว่ามีอะไรแตกต่างไปกว่าที่เราได้ทำไปมั้ย

ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่กำลังใจของตัวเราล้วนๆ เลย ก็หวังว่าบทความที่ได้พูดไปด้านบน จะส่งผ่านให้หลายๆ คนได้มีกำลังใจเพิ่มขึ้น ไม่มากก็น้อย นะคะ ❤❤

#โค้ชหุย
#MasterBusinessCoach
#ParentingCoach
#RattanaMnshang
#สอนลูกให้ชนะโลก
#แม่เหล็กพลังบวก
#Magnet+

สุดยอดกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง

ใครในที่นี้เจอวิกฤต
พิษโควิด ทำธุรกิจรายได้หาย
จะรอดได้ ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่
อย่าให้ ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคใน
การพาธุกิจให้รอด

สมัครเดี๋ยวนี้เลย

อร์สนี้ดีแค่ไหน คนเรียนหลายพันคน
กดปุ่มนี้ เพื่อลงทะเบียน เรียนทันที
*จำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อนเท่านั้น*

100X Digital Class

ทางรอดธุรกิจ วิกฤตเศรษฐกิจ โควิด-19

ท่านเป็นคนหนึ่งใช่ไม๊ ที่ประสบปัญหาธุรกิจ ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด

  • ยอดขายหายไป เพราะลูกค้าปิดธุรกิจ หรือ ชะลอการซื้อจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
  • ไม่รู้ทิศทาง ว่าวิกฤตนี้จะไปถึงไหน เกิดผลกระทบอะไรตามมา
  • หนี้ก็ท่วม หรือ รายจ่ายก็ไม่หยุด เลือดไหลออกจากธุรกิจตลอดเวลา
  • จะเริ่มต้นปรับกลยุทธ์อย่างไรดี
  • และอื่นๆ

อยากได้คำแนะนำ  อยากได้ทางออก

Days
Hours
Minutes
Seconds
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ขณะนี้ครบจำนวนที่กำหนดโควต้า เรียบร้อยแล้ว พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณค่ะ

สิ่งที่ท่านจะได้ตลอดเวลา 2 ชม. ในการสัมมนาฟรีครั้งนี้คือ

  • ข้อมูล เทรนด์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลา 18-24 เดือนข้างหน้า
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าปัจจุบันของท่านเอง
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในอนาคต
  • การวางแผนปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ทั้งสินค้า บริการ  และ กระบวนการทำธุรกิจของท่านเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
  • วิธีการลงมือปฎิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ในทุกๆด้าน ทั้งการวางแผนการเงิน  บุคลาการ  การตลาด และ การขาย  เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
  • และอื่นๆ ที่ท่านอยากรู้
Days
Hours
Minutes
Seconds
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ขณะนี้ครบจำนวนที่กำหนดโควต้า เรียบร้อยแล้ว พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณค่ะ

เริ่มเรียน
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563
เวลา 19:00-21:00 น.

Coach Hui

ทางรอดสำหรับธุรกิจในวิกฤต ไวรัสโควิด19