เมื่อเจ้านาย…เดี่ยวไมโครโฟน

หุยได้มีโอกาสได้โค๊ชทีมผู้นำของ SMEs รายหนึ่ง ซึ่ง SMEs รายนี้ มาปรึกษาหุยด้วยปัญหายอดขายของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 ก่อนเข้าไปพบทีม เจ้าของธุรกิจได้ เล่าปัญหาของทีมงานว่าทีมงาน ไม่ยอมแสดงความคิดเห็น ถามอะไรก็ไม่ตอบ และเมื่อมีการตัดสินใจแก้ปัญหา ก็ไม่ยอมลงมือทำ ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง และเกิดความเสียหายกับลูกค้า และองค์กรทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพและไม่รับผิดชอบ

จากการพูดคุยกับทีมและดูแลทีมพบว่า บริษัทมีปัญหาหลายๆด้าน ซึ่งเป็นปัญหาของการทำธุรกิจแต่ประเด็นคือ ทุกครั้งที่มีปัญหา เจ้านายจะเรียกประชุมพนักงานแล้วเริ่ม ด่าๆๆๆๆ ลูกน้องในเรื่องความเสียหายและปัญหาต่างๆ ลูกน้องบางรายแอบกระซิบว่าเจ้านายเรียกประชุมด่า สัปดาห์ละ หลายวัน และแต่ละวันประชุมแทบทั้งวันตั้งแต่สิบโมงเช้ายันสามโมงเย็น โดยเริ่มจาก การเจาะซักถามที่มาของปัญหาว่าใครเป็นคนผิดและถามว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วเล่าประวัติอันรุ่งโรจน์ของท่านว่า ท่านเริ่มต้นสร้างบริษัทมา สร้างธุรกิจมาอย่างไร แก้ปัญหามาอย่างไร แล้วเป็นอย่างไรและเมื่ออารมณ์ขึ้นก็ถามทีมอย่างอารมณ์เสียว่า

“ตกลงจะแก้ปัญหายังไง คุณจะรับผิดชอบอย่างไร”

แล้วลูกน้องแต่ละคนก็ก้มหน้าเงียบกริบ แล้วก็ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ และถ้าเมื่อใดที่มีคนแสดงความคิดเห็น เจ้านายผู้มากประสบการณ์ก็จะบอกว่า

“อันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้นดีกว่า….” เป็นต้น จนสุดท้ายก็ไม่มีใครอยากแสดงความคิดเห็นเพราะคิดว่าถึงแสดงความคิดเห็นไปเจ้านายก็ไม่ฟังอยู่ดี จึงเงียบกริบ ไม่หือ ไม่อือ

หลังการประชุมอันยาวนานแต่ละครั้ง ผู้บริหารก็คิดว่า ท่านได้สรุปแล้วว่า ให้ไปจัดการแก้ปัญหาอย่างไร แต่สำหรับลูกน้อง ลูกน้องไม่ชัดเจนในแนวทางแก้ปัญหาว่าสรุปแล้วเจ้านายจะให้ไปทำอะไรเมื่อไหร่และที่สำคัญคือ ความคิดหรือวิธีการในการแก้ปัญหานั้น ไม่ได้มาจากความคิดของลูกน้องผู้รับผิดชอบงานนั้น ซึ่งคลุกอยู่ในเนื่องานจริงๆแต่เป็นความคิดของเจ้านายที่ไม่ได้สัมผัสหน้างาน ดังนั้นลูกน้องก็ทำเท่าที่เขาคิดว่าเขาทำได้ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นและก็ไม่มีการรายงานความคืบหน้าเพราะไม่มีการบันทึกการประชุม “ลมปากก็เหมือนลมตด เหมือน ตดผ่านไป ก็หายเหม็น” ดังนั้นเมื่อประชุมเสร็จก็ลืมเลือนไม่มีการติดตามงานว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขหรือไม่ เมื่อไหร่ ปัญหาเดิมจึงอาจจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จหรืออาจจะไม่ไ้ด้แก้ไขเลยก็ได้ จึงเกิดปัญหาซ้ำซากในองค์กร

ที่สำคัญ คือ การเรียกลูกน้องประชุมบ่อยและยาวขนาดนี้ วันๆ พนักงานเสียเวลาทำงานไป มากกว่า 50% กับการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทีมงาน ไม่มีเวลาไปทำงานตามบทบาทหน้าที่ เพราะเสียเวลามารับการระบายอารมณ์ของผู้บริหารที่กำลังอารมณ์เสียจากปัญหาที่เกิดขึ้น การประชุมที่เรียกทีมงานมาต่อว่า ตำหนิ พลังงานลบเต็มๆ พอฟังไม่กี่นาที โหมดการฟังของผู้เข้่าประชุม ก็ SHUT DOWN หรือ ปิดโดยอัตโนมัตื ทำให้ เมื่อมีการเสนอแนะ หรือสั่งงานอะไร ก็จำไม่ได้ ไม่ได้ฟัง ทำไม่ได้ เป็นต้น นี่เป็นกลไกการทำงานของจิตใต้สำนึกที่ ปกป้องตนเอง

เหมือนกับการสอนลูกค่ะ ถ้าเราสอนลูกแบบเอาแต่บ่นว่า ดุด่า ว่ากล่าว ลูกก็จะดื้อ และไม่ทำ หรือ ลืม เพราะตอนที่ถูกดุด่า ว่ากล่าว อัตโนมัติ สมองจะไม่ตั้งใจฟังและไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่จดจำ

จึงเป็นหน้าที่ของโค๊ชอย่างหุย ที่นอกจากจะช่วยให้ทีมงาน พูดคุยกันได้อย่างเปิดใจและเรายังต้องโค๊ชเจ้านายให้เปิดใจฟังลูกน้อง รวมทั้ง มีการประชุมที่มีประสิทธิภาพ มีการสรุปตัดสินใจการแก้ปัญหาที่ชัดเจน และมอบหมายที่ชัดเจนให้ทีม

การแก้ปัญหาพฤติกรรมของผู้บริหารต้องทำควบคู่กันไปค่ะ เพราะหลายๆคนก็ทำแบบนี้จนเป็นนิสัย โดยไม่ทันได้คิดว่า การทำเช่นนี้ ทำให้บริษัทเสียหาย ค่าชม.พนักงาน เป็นเงินเดือนๆนึง หลายแสนบาท (เพราะเรียกประชุมสัปดาห์ละหลายวัน ๆละหลายชม.) เพราะทีมงานไม่ได้ทำงาน ต้องมาฟัง Talk Show ของเจ้านาย ผู้บริหารเข้าใจว่า เป็นการ “ฝึกอบรม” พนักงาน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ในอดีตให้ทีมงานได้เรียนรู้ แต่ในมุมมองของทีมงาน มันคือการเรียกไปตำหนิ และ ไม่มีข้อสรุป

หุยจึงได้พูดคุยถึงเทคนิคการฝึกอบรมสมัยนี้ ไม่เหมือนกับสมัยก่อน สมัยนี้ การฝึกพนักงาน ต้องใช้ เทคนิคการ โค๊ชชิ่ง ไม่ใช่การสอน บรรยาย ต้องให้มีการสื่อสารสองทาง และ ตั้งคำถามให้ช่วยกันคิด ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ ทีมงาน สามารถสัมผัสประสบการณ์ และ ตกผลึก เข้าใจองค์ความรู้ด้วยตัวเองและนำไปปฎิบัติได้ ไม่ใช่แค่รู้ แล้วปฎิบัติไม่ได้ และที่สำคัญ การประชุม ต้องมีความชัดเจนในข้อสรุปประเด็นต่างๆ และสามารถติดตามงานที่มอบหมายได้

เมื่อบริษัทได้เปลี่ยนวิธีการพูดคุยกันและใช้เวลาน้อยลงในการประชุมที่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลปัญหาของบริษัทก็น้อยลงหรืออย่างน้อยปัญหาซ้ำๆก็จะไม่เกิด อาจจะมีปัญหาใหม่ๆบ้าง แต่ก็สามารถประชุมหารือแก้ไขได้ทันท่วงที ธุรกิจก็เติบโตขึ้นค่ะ หรือถ้ายังไม่โต อย่างน้อย ความเสียหายเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของทีมก็ดีขึ้น เพราะทีมงาน มีเวลาไปทำงานมากขึ้น

เล่าสู่กันฟังค่ะ สำหรับเพื่อนๆที่เป็นนักธุรกิจ SMEs และ คนทำงานว่าบริษัทของท่าน มีปัญหาคล้่ายๆกันนี้ หรือ ไม่ อาจจะลองใช้เคสที่เล่านี้ ไปพิจารณาดูนะคะ

#โค้ชหุย
#BusinessBreakThru
#ธุรกิจติดปีก
#พัฒนาคนพัฒนาธุรกิจ
#ฝึกทีมผู้นำขององค์กร