Archives February 2020

#อย่าขายแต่สินค้า จงขายผลลัพธ์

ปัญหา “ยอดขาย” นับเป็นปัญหาเบอร์ใหญ่ของธุรกิจ ทุกธุรกิจพยายามเพิ่มยอดขาย ทำงานกันเหน็ดเหนื่อยมาก
แต่ก็ดูเหมือนว่า กำไรไม่ได้เพิ่มมากนัก เรียกว่า ทำงานไม่คุ้มเหนื่อย
ทั้งที่ธุรกิจที่มีปัญหาประเภทนี้ มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคู่แข่งมากนัก เพราะลูกค้าของหุยที่มีปัญหาแบบนี้เป็น Professional ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เจ้าของและทีมงานมีความรู้เฉพาะด้านเป็นพิเศษ จนได้เปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ให้มาใช้บริการอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อในฝีมือและประสบการณ์
เช่น ธุรกิจที่จัดอีเว้นต์พิเศษ ที่ต้องออกแบบสิ่งแปลกใหม่ เป็น Gimmix ทุกๆงาน
หรือ การออกแบบตกแต่งตึก หรือก่อสร้าง
ทั้งๆที่การออกแบบแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลาในการออกแบบ และต้องใช้คนที่มีความรู้ ความสามารถ หรือหลายๆครั้ง คือ เวลาของเจ้าของในการทำงานสำคัญนี้
แต่หลายต่อหลายครั้ง ที่เสนอราคาแล้วแพ้ให้คู่แข่ง เพราะคู่แข่งราคาถูกกว่า
มีใครเจอปัญหาแบบนี้มั้ยคะ ในการทำธุรกิจ !!??
.
คำถามของหุยคือ คุณเข้าใจจุดแข็งของธุรกิจของคุณจริงหรือเปล่า??
คุณรู้มั้ยว่า จุดขายที่แตกต่างที่คุณมี นอกจากด้านราคา คืออะไร???

และคุณควรศึกษาให้ชัดเจนว่า คู่แข่งของเราที่ทำงานได้ครบวงจรแบบเรามีจริงหรือไม่??
และคู่แข่งที่ราคาต่ำกว่าเรามีจุดแข็งจุดอ่อนเป็นอย่างไร??
เชื่อไหมคะ!!! หลายต่อหลายครั้งที่เปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจกับคู่แข่งนั้น
ธุรกิจของลูกค้าของหุยนั้น มีข้อดีเหนือกว่าเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (มากจริงๆค่ะ)
งานที่ทำมีครบวงจร ไม่เคยทิ้งงาน ติดตามดูแลอย่างดี ทำงานออกมาได้ตามแบบที่ตกลงกัน
ที่สำคัญ คือ ผลงานเก่าๆที่เป็นที่ยอมรับมามากมาย มีความน่าเชื่อถือสูงมาก
เมื่อเทียบกับคู่แข่งราคาถูก
แต่พอหุยได้พูดคุยกับทีมงานของลูกค้าที่เป็นทีมเซลล์ มักได้ยินคำกล่าวว่า “ราคาสูงไป” “ขายไม่ได้”
“คู่แข่งราคาถูกกว่า”
แต่เมื่อมีการวิเคราะห์กันจริงๆ ความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ของคู่แข่งกลับสู้เราไม่ได้
ทั้งไม่ตรงแบบ ทิ้งงาน ต้องถูกจี้ติดตามงาน กว่าจะได้เรื่องนี่ ลูกค้าทั้งเบื่อ ทั้งเซ็ง
เพราะฉะนั้น ทำไมเราต้องขายของพรีเมี่ยมในราคาตลาดนัดด้วย!!!!!

ประเด็นของปัญหานี้คือ ทีมขายส่วนมากของ SMEs มักขาดเทคนิคที่ดีในการนำเสนอขาย
ไม่เข้าใจถึงสินค้าและควมต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เช่น ถ้าลูกค้าทำงานนี้แล้ว ลูกค้าจะผิดพลาดไม่ได้
เพราะเขาจะเกิดความเสียหายหนักมาเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น การจัดคอนเสิร์ต ถ้ามีทีมที่ทำงานผิดพลาด จะทำให้คอนเสิร์ตพังได้ และส่งผลความเสียหายมหาศาล ดังนั้น ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของงานมีความจำเป็นมาก
และการมีผลลัพธ์การันตีถือเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจและสบายใจให้ลูกค้าว่า
ถ้าลูกค้าได้มอบหมายเราให้ทำงานนี้ เขาจะสบายใจ วางใจได้เลยว่า เราจะทำให้สำเร็จ
ไม่ว่าจะเกิดปัญหาหน้างานมากมายแค่ไหนก็ตาม จะต้องใช้เงินมากแค่ไหนที่จะซื้อความสบายใจว่า
มีผู้เชี่ยวชาญคอยแก้ปัญหา ทำให้งานสำเร็จและลองให้ลูกค้าเช็คกับ Referal หรือ Testimonail ของเราได้
จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือของเราได้
การแก้ปัญหานี้ที่สามารถทำได้ทันที คือ
ต้องได้รับการฝึกในการนำเสนอสินค้า
และเตรียมข้อมูลในการนำเสนออย่างดี พร้อมตอบข้อโต้แย้งทุกข้อ และสามารถเจาะทะลุทุกด่านเข้าไปได้
ต้องวางกลยุทธ์การตลาด การขาย และการติดตามให้สอดคล้องกันอย่างดี บริษัทจึงจะฝ่าสงครามราคา
ขายประสบการณ์ที่ดี สุดประทับใจ ขายความสบายใจ ขายผลลัพธ์ แทนที่จะขายแต่สินค้า หรือ บริการ
ที่จริงแล้วเทคนิคการขายแบบนี้ ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แต่เราต้องมั่นใจว่า เราจะสามารถส่งมอบสิ่งที่เรานำเสนอกับลูกค้าได้ คือ ประสบการณ์ที่เหนือกว่า คู่แข่งมากๆ และผลลัพธ์ที่ตกลงไว้

มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่า ปัญหาของบริษัทคืออะไร และ ต้องแก้อะไร
แต่ประเด็นคือ ทำอย่างไรที่จะนำพาให้ลงมือทำได้ให้เกิดผลลัพธ์จริงๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ต้องเปลี่ยนวิธีการคิด กระบวนการคิด ฝ่าความกลัว นำพาให้ลงมือทำจนเกิดนิสัยการทำงานแบบใหม่ จนเกิดระบบใหม่ที่ทำให้บริษัทเติบโต และพนักงานมีความสุขที่เห็นศักยภาพของตัวเองเติบโต

สำหรับใครมีปัญหานี้ มาปรึกษาทีมโค้ชได้ที่ ธุรกิจติดปีก ค่ะ

#โค้ชหุย
#MasterBusinessCoach
#BusinessBreakthru
#ธุรกิจติดปีก

#โฟกัสผิดจุด ทำให้ตายก็ไม่รวย

บ่อยครั้งที่หุยได้เจอเจ้าของมักจะพูดว่า “ลูกน้องทำงานไม่มีประสิทธิภาพ”
บริษัทมีลูกน้องเป็นกองทัพ
แต่สร้างผลลัพธ์คือยอดขายและกำไรเพียง “น้อยนิด”!!!
จะลดคนก็ลดไม่ได้ ลูกน้องบอกว่า “ทำไม่ไหว”!!
พยายามจะลดสารพัดค่าใช้จ่าย แต่กำไรก็ไม่มา
.
ใครเคยเจอปัญหาแบบนี้บ้างคะ??!!
.
รู้ไหมคะ ที่หลายคนบอกว่า ทีมงานไม่ค่อยมีศักยภาพ
หุยเคยเจอบางเคส ว่า บริษัทมีระบบการทำงานเยอะมาก
บางทีซับซ้อนมากยิ่งกว่า เขาวงกต
.
กว่าที่จะขายสินค้า เบิกสินค้า หรือทุกขั้นตอน ต้องผ่านขั้นตอนการทำงานและอนุมัติหลายขั้นตอน
.
ลูกค้ามาซื้อของที่หน้าร้าน กว่าจะได้ของออกไปจากร้าน ลูกค้ารอซื้อของขวดละ 100 กว่าบาท ใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะหลุดออกไปได้
.
ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลย ว่า งานในบริษัทนั้นมากมายมหาศาลแค่ไหน
เพราะทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติ อย่างน้อย 3 คนขึ้นไป
.
หัวหน้า และผู้จัดการแต่ละคน วันๆหัวฟูอยู่กับการตรวจสอบเอกสาร เทียบกับระบบคอมพิวเตอร์ว่าตรงกันหรือไม่ ก่อนที่จะอนุมัติงานสักอย่าง
.
มีบริษัทไหนเจออาการแบบนี้บ้างมั้ยคะ!!!
.
อยากให้บริษัทมีระบบที่รัดกุม แต่คุมซะคนทำงานยุ่งวุ่นวายไปจนไม่ได้โฟกัสงานสำคัญ
.
บางองค์กรที่หุยเข้าไปโค้ช ทุกคนถึงกับบอกว่า ต้องใช้เวลาวันละ อย่างน้อย 2-3 ชม.ในการทำงานเอกสาร ซึ่ง 2-3 ชม.นั้น คือเวลาประมาณ 20-30% ต่อวันในการทำงานเอกสาร ที่เยอะขนาดนี้ เพราะเจ้าของต้องการป้องกันการรั่วไหล
แต่ผลก็คือ งานสำคัญไม่เดิน ลูกค้าต้องอารมณ์เสีย เพราะบริษัทส่งมอบของช้ามากกกกกกกกก และมีผลต่อต้นทุนของบริษัท เพราะต้องใช้คนไปกับงานเอกสารเยอะมาก
.
แถมยังทำระบบเอกสาร Manual ควบคู่ ทั้งที่มีระบบ IT กลายเป็นทำงานซ้ำซ้อน เมือมีการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน ก็เดือดร้อนหนักอีก
เพราะต้องใช้เวลาอีกหลายชม. ตรวจสอบว่า เอกสารผิด หรือ ลงคอมผิด
.
บางองค์กรเป็นโรงงานผลิตสินค้า เป้าหมายคือ ต้องผลิตสินค้าให้มีคุณภาพตรงกับที่ลูกค้าส่งมา
และ ส่งของให้ตรงเวลา แต่เนื่องจากผู้บริหาร ต้องดูรายงานการผลิต และลูกน้องก็ทำผิดบ้างถูกบ้าง ผู้จัดการจึงต้องใช้เวลามาตรวจเอกสารลูกน้องว่า อะไรผิดอะไรถูก
เพราะไม่งั้นเวลาเจ้านายถามจะตอบไม่ได้ ผลก็คือ ยอดขายบริษัทร่วงค่ะ
เพราะสินค้าไม่ได้คุณภาพ และ มีปัญหาเรื่องการวางแผนการผลิต
.
เนื่องจากผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ต้องเอาเวลาสัปดาห์ละ 40-50% มาทำรายงาน
แถมต้องทำ Presentation ขั้นเทพ กลัวดูไม่โปร เพื่อตอบคำถามเจ้าของธุรกิจ
แทนที่จะโฟกัสกับ ผลลัพธ์ของบทบาทหน้าที่ คือ ยอดขาย กำไร และความพึงพอใจของลูกค้า
.
เป้าหมายของทุกธุรกิจนั้น คือ กำไร ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีกำไร
ซึ่งมีที่มาจากเรื่องยอดขาย และต้นทุน ยอดขายต้องสูง ต้นทุนควรต่ำ และที่สำคัญคุณภาพของสินค้าและบริการต้องได้ตามที่ต้องการของลูกค้า ดังนั้นแต่ละคนที่อยู่ในตำแหน่งต่างๆ ต้องตระหนักว่า บทบาทหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ คือ กำไร ให้บริษัทได้ อย่างไรบ้าง เช่น
.
เป็น Sales ต้องโฟกัสยอดขาย และ ความพึงพอใจของลูกค้า และต้องประสานงานกับแผนกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจเรื่องต้นทุนไม่บานปลาย ไม่ใช่มาโฟกัสเรื่องการทำรายงาน
การทำรายงานก็ต้องทำค่ะ แต่ต้องเรียบง่าย ใช้เวลาน้อยๆหน่อย
ให้ข้อมูลถูกต้อง วิเคราะห์ได้ แต่ไม่ต้องเน้นดูดี
.
เป็นแผนกบัญชี ต้องเน้นเรื่องตัวเลข การเก็บเงิน สถิติต่างๆ และคอยแจ้งให้เจ้าของทราบว่า ฐานะทางการเงิน และต้นทุน รายรับ เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่ผิดปกติ เป็นต้น
.
งานหลักๆที่สร้างผลลัพธ์ให้บริษัท ถือว่า เป็น “งานสำคัญ” ที่เราต้องทำให้เสร็จตรงเวลาและดีที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ถือว่า เป็นงานรอง ที่ต้องทำ แต่เราสามารถ หาวิธีทำให้งานนั้น สำเร็จได้ โดยไม่ต้องลงแรงเอง หรือใช้เวลาน้อยลง เพราะเมื่อแต่ละคน โฟกัสผิดจุด
เป็น Sales แต่ไม่หาลูกค้า ไม่ขายของ เอาแต่ทำตัวเลขหน้าคอม
หรือ เป็นผู้จัดการฝ่ายผลิต แต่ไม่โฟกัสเรื่อง เป้าหมายการผลิต กำหนดส่ง คุณภาพ
แต่มานั่ง วิเคราะห์ตัวเลขว่า อะไรผิด ใครลงตัวเลขผิด เมื่อนั้น ทำให้ตายยังไง ตัวเองก็ไม่รวย เพราะบริษัทก็ไม่รวยเช่นกัน
.
แล้วบริษัทของท่าน ตัวของท่านเอง และทีมงาน รู้ไม๊ว่า ท่านต้องโฟกัสอะไรให้บริษัทเติบโต
และแต่ละคนโฟกัสถูกจุดหรือยัง

ถ้ามีปัญหาข้อสงสัยใดๆ มาปรึกษาทีมโค้ชได้ในนี้ หรือ สัมมนา “ธุรกิจติดปีก” นะคะ

#โค้ชหุย
#MasterBusinessCoach
#ธุรกิจติดปีก
#BusinessBreakthru

#ปากร้าย แต่ใจดี

*หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายธุรกิจไม่โต!!!

ผู้บริหารหลายท่านที่ทีมโค้ชได้ให้คำปรึกษา
ต่างประสบปัญหากับการแบกธุรกิจไว้บนบ่า
บางธุรกิจดำเนินมากว่า 10 ปี แต่พนักงานยังเปลี่ยนหน้าเข้าออกเป็นว่าเล่น
หนักกว่านั้น พนักงานที่ออกดันเป็นพนักงานที่มีความสามารถ เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาทำให้เจ้าของธุรกิจไม่สามารถสร้างทีมงานที่สามารถไว้วางใจได้สักที

พอนานไปๆยิ่งเหมือนลากจูงธุรกิจด้วยตัวเอง
ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย ถ้าไม่ติดว่า เป็นช่องทางรายได้ที่ดี
“คงตัดทิ้งไปนานแล้ว”

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าของกิจการผู้มากด้วยความสามารถต้องเผชิญสภาวะเช่นนี้ คือ

“วิธีสื่อสารของเจ้าของ”

ในฐานะที่หุยเองเป็นโค้ชคนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนปลดล็อคความเชื่อ ความสัมพันธ์ได้พบว่า นิสัยหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจมักแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นชนวนปัญหาให้แก่ทีมงานของตน คือ นิสัยที่เรียกว่า

“ปากร้าย แต่ใจดี”

นิสัยนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของผู้บริหารองค์กรธุรกิจค่ะ หลายๆท่านเป็นคนที่เก่งมาก ฝ่าความยากลำบากสร้างธุรกิจมาตลอดหลายปีและสามารถประคบประหงมองค์กรให้อยู่รอดมาได้แต่สร้างทีมไม่ได้ เก็บคนเก่งไว้ไม่อยู่ มีคนลาออกสูง เปลี่ยนทีมงานบ่อย ทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งกับทีมงานใหม่ตลอดเวลา

บริษัทสร้างมากี่ปีก็ไม่โต ขยายธุรกิจก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าบันไดขั้นที่ 1 สร้างไม่สำเร็จเสียที
#เจ้านายปากร้าย หรือคนในองค์กรโดยเฉพาะระดับหัวหน้างานมีคนปากร้าย ต่อให้อ้างว่าถึงแม้จะปากร้าย แต่เจตนาดี พูดไปแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร

ตัวผู้บริหารนั้นพูดแล้วจบคือจบจริง แต่หารู้ไม่ว่า คำพูดที่บาดลึก เป็นแผลร้ายที่ตราตรึงในใจทีมงาน
…นานแสนนาน

บางคนอาจจะชั่วชีวิต ก้าวไปไม่ได้ เพราะคำพูดคำเดียวของเรา บางคนเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยคำพูด ความมั่นใจในตัวเองหมดไปพร้อมๆกับผลลัพธ์ที่ควรเกิดก็หายไปด้วยเมื่อโดนตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรง ความเชื่อมั่นในตนเองก็ลดลง ความกล้าในการตัดสินใจก็หมดไปด้วยทำให้ทีมงานที่ควรจะลุกขึ้นเดินหน้าเพื่อองค์กร ก็ถอยกลับสู่เปลือกของตนเพื่อหลบซ่อนจากความเจ็บปวด

ผู้บริหารที่ปากร้าย ก็เลยกลายเป็นแกนหลักในการลากจูงองค์กร พอจะหันไปปรึกษาใคร ก็ไม่มีทีมงานคนไหนกล้า
เดินเข้าออฟฟิศ แต่ละครั้งก็เหมือนเป็น
“ตัวประหลาด”ของทีมงาน

ถ้าอยากแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้
หุยมีคำแนะนำง่ายๆดังนี้ค่ะ

1) ทบทวนแผนงานให้ชัดเจนสม่ำเสมอ
บ่อยครั้งที่ผู้บริหารมีความกังวลต่อธุรกิจ สถานการณ์การเงินของธุรกิจ จนอารมณ์เสียเมื่อเจอความผิดหวัง ความโกรธก็เกิดจากความเสียหายผิดพลาด องค์กรที่มีปัญหาแบบนี้ มักมาจากการที่เจ้านายขาดการวางแผนที่ดี ไม่มีแผนสำรอง หรือไม่มีการติดตามที่ดี ดังนั้นเมื่อมีปัญหาขึ้นมา จึงแก้ปัญหาไม่ทัน แล้วเกิดความเสียหาย ถ้าเราตั้งสติ แบ่งเวลามาวางแผนงาน และคอยติดตามงาน ปัญหาอะไรก็แก้ไขทันค่ะ ปัญหาความเครียดอารมณ์เสีย
จนต้องปากร้ายว่าคนจะน้อยลง

2) โฟกัสเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ
อยากให้ท่านมองที่เป้าหมายค่ะ เป้าหมายของเรา คือการทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน และมีกำไร เราอยากให้ทีมอยู่กับเราอย่างมีความสุข รักองค์กร
การเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ เริ่มต้นใหม่ เป็นต้นทุนมหาศาลขององค์กร เพราะในช่วงเวลาไม่กี่เดือนแรก พนักงานมักจะทำงานยังไม่ค่อยได้ และทำความผิดพลาดด้วย

การจะสร้างให้ธุรกิจเติบโต เราต้องอดทน สร้างคนสร้างทีม เราจะสร้างคนเหมือนการเลี้ยงลูกค่ะ เราจะใช้การดุด่าว่าตี คนก็หมดกำลังใจ และคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ เราต้องมีเทคนิคในการสอนค่ะ สอนทีละขั้นตอน และคอยให้กำลังใจด้วย ชื่นชมด้วย ถ้าจะติก็ต้องมีเทคนิค ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ ไว้จะมาเล่าให้ฟัง ท่านจะสามารถมาฝึกกับเราได้เช่นกัน ในหลักสูตร #LeadershipCoaching

3) ใส่ใจคนที่เขารักเรา
ควรจะเลือกคนที่เราจะสร้างเป็นมือขวามือซ้ายก่อน
เวลาของเรามีจำกัด เราไม่สามารถสอนคนได้ทุกคนในเวลาเดียวกันค่ะ ขอให้เลือกคนที่ ” ใช่” คือ เป็นคนที่มีนิสัยรักการเรียนรู้ สู้งาน และ มีความรักองค์กร ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว ก็ค่อยๆสอน ค่อยๆมอบหมายให้เค้าไปดูแลส่วนอื่นๆ ที่เราอาจจะลงรายละเอียดยาก
ผู้บริหารบางคนกล้าที่พูดแรงๆ ดุด่า แต่คนที่ใกล้ตัว สะดวกใจคุยด้วย โดยไม่รู้ว่า คนดีๆอาจเสียใจ และรู้สึกไร้คุณค่าต่อผู้บริหาร แต่พอเป็นคนกลุ่มที่ไม่ใช่ กลับไม่อยากไปยุ่ง ไปเสวนาด้วย เลยไม่เคยไปดุด่าพวกเขาเพราะเบื่อหน่าย แล้วมาลงกับคนดีๆในองค์กรอย่าเมินเฉยพฤติกรรมของคนที่รักตัวเขาเองมากกว่าองค์กร จนทำให้คนดีท้อแท้ใจนะคะต้องให้โอกาส และพูดจาด้วยเหตุผลต่อคนที่ใช่ขององค์กรเสมอ

ตรงนี้เป็นมุมของผู้บริหารที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์ และมักส่งผ่านอารมณ์ร้ายให้ทีมงานบ่อยๆนะคะ

นี่เป็นคำแนะนำเบื้องต้นนะคะ องค์กรใดที่เจอปัญหาด้านการสื่อสารภายในองค์กรและอยากแก้ไข ปรับจูนเข้าหากัน
มาเจอกันในสัมมนา #ธุรกิจติดปีก ค่ะ

🔷วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม 2562

จัดที่โรงแรมไอบิส พระโขนง ติด BTS พระโขนง
เวลา 13.00 – 18.00 น. มีกาแฟ และขนมเบรค

#วิธีการสมัครสัมมนา “ธุรกิจติดปีก”

• สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ช่องทางต่างๆดังนี้
☎ CALL CENTER 081-7979270
Line : @businessbreakthru (อย่าลืมใส่@ข้างหน้านะคะ)
หรือ addLine ง่ายๆที่ลิงค์นี้ / https://line.me/R/ti/p/%40fdx8479a
Inbox : http://m.me/BusinessBreakThru
📌 คลิกลงทะเบียนโดยละเอียด 👉 https://bit.ly/2UuQHcB

#โค้ชหุย
รัตนา ธนสารกิจ
#BusinessSuccessCoach
#BusinessBreakThru
#ธุรกิจติดปีก
#พัฒนาคนพัฒนาธุรกิจ
#BBhowto

#ยิ่งขายเยอะยิ่งพัง ยิ่งยอดขายปังยิ่งแย่…..

เคยมั้ยคะ ที่ทำธุรกิจไป ก็ขายดิบขายดี ลูกค้าติดใจชื่นชอบ
แต่ทำไมถึงรู้สึกว่า เงินไม่คล่องมือ หมุนไมค่อยทัน
กว่าจะรู้ตัวอีกที ตัวเลขก็ติดแดงโร่แล้ว
หุยได้เจอประเด็นหนึ่งน่าสนใจมากว่า ธุรกิจก็มียอดขายที่เติบโตขึ้น
แต่กลายเป็น หมุนเงินไม่ค่อยทัน เงินทองร่อยหรอ และ บางรายถึงกับเริ่มกู้หนี้ยืมสินทีเดียว

“ยิ่งทำยิ่งเครียดค่ะ โค้ช งงว่า เงินไปไหนหมด??”

เมื่อเข้าไปแกะดูประเด็นต่างๆในธุรกิจ ก็เจอว่า
“โค้ชคะ นอกจากยอดขายแล้วเนี่ย ตัวเลขอื่นไม่เคยสนใจเลยค่ะ”
“ทีมงานเขาบอกว่า งานเยอะค่ะ ไม่มีเวลาเก็บตัวเลขให้หรอก”
“เขากลัวกันว่า จะเครียด รู้สึกเหมือนโดนจับผิด”

บางบริษัทอุตส่าห์เก็บตัวเลขมากมาย จนกินเวลาทำเนื้องานไปมากแล้วเอาไปใช้วิเคราะห์ไม่เป็น

จากปัญหาที่หุยพบ คือบางบริษัท คิดแผนโปรโมชั่นแบบเอามันส์สะใจ!!
คือ เน้นขายกระจุย ยอดไลค์กระจาย ลด Margin จนยอดขายสูงมาก เป็นเจ้ายุทธจักร
แต่พอหันกลับมามองอีกที กำไรเหลือเพียง “1-2%” !!#&*$&#&$&
(เจ้าของถึงกับระทวย บอกหุยว่า นี่เขาทำธุรกิจเหนื่อยแทบตายไปทำไมเนี๊ยยยยย)

ทำงานหนักมาทั้งปี แทบไม่มี Bonus ให้ลูกน้องเลย
หนำซ้ำบางบริษัทขายขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปีโดยไม่รู้ตัว
เพราะไม่ได้เก็บตัวเลขที่สำคัญในด้านต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิต
เน้นแต่ยอดขาย ขายราคาตามคู่แข่ง แต่คุณภาพเหนือกว่า
ซึ่งหมายถึงวัตถุดิบดีกว่า ลงทุนในการผลิตด้วยคุณภาพสูงส่งเกินจำเป็นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ทำให้ต้นทุนหนักมาก กับสารพัดการควบคุมคุณภาพมาตรฐานระดับส่งออก แต่เอาไปขายลูกค้าตลาดสดที่ไม่ได้ต้องการมาตรฐานอะไรเลย เป็นต้น (อย่างนี้เรียก “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”นะคะ)

ดังนั้น ถ้าบริษัทไม่เริ่มเก็บตัวเลข หรือวิเคราะห์ตัวเลขไม่เป็น ไม่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางการตลาด
ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจที่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ธุรกิจจะเสียหายมากค่ะ เรียกว่า… “ขายดี จนเจ๊ง” เลยทีเดียว

เจ้าของธุรกิจหลายคนยังเข้าใจผิดอีกว่า ตัวเลขมีไว้ประเมินผลงาน กับ จับผิดพนักงาน
คราวนี้ล่ะไปกันใหญ่เลย แทนที่จะได้ตัวเลขมาวิเคราะห์ กลายเป็นทีมงานกระจุยกระจายหนีจากตัวเลขอีก

หุยอยากแนะนำเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับการนำตัวเลขมาใช้ค่ะว่า
1) ตัวเลขใช้การมองหาปัญหาขององค์กร เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ต้องการแก้ปัญหาอะไร ก็ตั้งตัวเลขเพื่อแก้ปัญหานั้น หรือมีเป้าหมายอะไร ก็ตั้งตัวเลขชี้วัดเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นค่ะ
2) ตัวเลขชี้วัดต้องออกแบบโดยคนในองค์กรร่วมกัน
จะได้ไม่มีใครรู้สึกกลัวตัวเลขนะคะ
3) อย่าโทษกันเมื่อพบว่าทีมใดมีปัญหา เนื่องจากตัวเลขไม่ได้ตามเป้า
เจ้านายอย่าเพิ่งโวย หรือ กรี๊ดสลบ หรือทีมงานอย่าเพิ่งกล่าวโทษกัน หรือ ดีใจที่อีกทีมหนึ่งพ่ายแพ้
แต่ขอให้คิดว่า ตัวเลขเหล่านี้ กำลังสะท้อนให้เห็นปัญหาและจุดอ่อนขององค์กรที่ต้องได้รับการแก้ไข
มิฉะนั้นองค์กรจะไม่เติบโต และไม่มีความสุข ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง รายได้และบรรยากาศการทำงานโดยรวม
ดังนั้น ตัวเลขเป็นเพียงตัวบ่งชี้ตัวนึง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กรต้องร่วมมือกันในการแสดงความคิดเห็นและช่วยกันลงมือแก้ไขปัญหานี้
อย่าปล่อยให้คนใดคนหนึ่ง หรือ ทีมใดทีมหนึ่งต้องหาทางแก้ปัญหานั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว

ถ้ากำหนดตัวเลขได้ดี ธุรกิจแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดแน่นอนค่ะ

ธุรกิจใคร ประสบกับปัญหาเรื่องตัวเลของค์กร แต่มองไม่ออก หาทางออกไม่เจอ
มาพบกันใน “สัมมนาธุรกิจติดปีก” ค่ะ

#โค้ชหุย
#BusinessSuccessCoach
#BusinessBreakThru

#เอ็นดูเขา…เอ็นเราขาด

วลีเด็ดแทงใจผู้บริหาร

ผู้ประกอบการคงเคยได้ยินคำพูดนี้ ความคิดที่อาจกลายเป็นปัญหาร้ายแรงขององค์กรและสร้างความเสียหายให้กับองค์กรได้ หากเจ้าของหรือผู้บริหารมีความเมตตาสูงจนขาดวิจารณญาณและ ขาดการวางแผนในการแก้ไขปัญหาที่ดีและเหมาะสมกับเวลา
..
มีผู้บริหารท่านหนึ่งได้มาหารือกับหุยในงานสัมมนาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ถึงปัญหายอดขายที่ไม่เติบโต และภายในบริษัทมีปัญหาการทำงานที่ไม่เข้าขากัน ทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่ดี เมื่อหุยได้เข้าไปโค้ชทีมนี้ และได้สังเกตจากการทำงานตลอดสามเดือน ปัญหาได้ผ่านพ้นไป ทีมงานทำงานได้เข้ากันมากขึ้น และมีการประชุมติดตามงานแก้ปัญหาร่วมกันตลอด แต่ปัญหายอดขายก็ไม่ค่อยดีขึ้น เราจึงพบรากของปัญหาที่หลบซ่อนอยู่ เรื่องปัญหาทุจริตในองค์กร ลูกน้องคนใกล้ชิดและทีม แอบไปเปิดธุรกิจทับซ้อนกับบริษัท เนื่องจากเจ้านายเป็นคนที่ดีมาก มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย และมักจะแนะนำลูกค้ามาให้ เจ้านายท่านนี้จึงให้ลูกน้องทีมขายไปติดตามเพื่อปิดยอดขาย เอาออร์เดอร์มาเข้าบริษัท แต่ก็พบว่าบางรายก็ปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ลูกน้องให้เหตุผลว่า ปิดไม่ได้เพราะราคาสูงเกินไป เจ้านายก็เข้าใจและเชื่อใจ ต่อมาวันดีคืนดี ก็มี พนักงานฝ่ายออกแบบ ก็มักจะขาดงานไม่แจ้ง เจ้านายผู้แสนดี มีความเมตตาสูง ก็ต้องโทรไปปลุกทุกเช้าาาาา (เมตตาสุดๆๆๆๆ)
..
เพื่อให้น้องคนนี้มาทำงาน ตลอดระยะเวลาหลายเดือน ให้อภัยและติดตามลูกน้องแบบนี้ตลอดปานลูกชายคนโต จนเป็นแบบอย่างให้คนในองค์กรสัมผัสได้ว่า เจ้านายไม่เด็ดขาดและไม่เข้มแข็ง
..
ยิ่งไปกว่านั้น มีการแอบอ้างกับลูกค้า ว่า บริษัทที่แอบก่อตั้งมานั้น เป็นบริษัทในเครือ และรับงานของเพื่อนเจ้านาย ไปเป็นออร์เดอร์ของบริษัทใหม่ของตัวเอง ความมาแตกเมื่อวันนึง เพื่อนของเจ้านายมาเล่าให้เจ้านายฟัง จึงต้องมาทำงานชำระสะสางปัญหานี้กันอย่างหนัก และส่งผลให้องค์กรต้องเสียทีมหลักไป เพราะทีมมีคนที่ “ไม่ใช่” ในองค์กรตั้งแต่แรก และ เราได้เห็นปัญหาตั้งแต่การเข้าไปโค้ชชิ่ง และได้ตั้งข้อสังเกตแต่แรก แต่ด้วยความรัก ความเมตตาสูงของผู้บริหารของบริษัทนี้ ที่ไม่สามารถตัดใจจัดการคนที่ไม่ยอมพัฒนาแก้ไข จนปล่อยให้ลูกน้องรายอื่นๆ เห็นความอ่อนแอของผู้บริหาร และทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ บริษัทก็ไม่สามารถสมัครพนักงานคนใหม่มาแทนคนเก่าได้ เพราะทุกครั้งที่เข้ามา ก็ได้ยินข่าวลือในด้านลบๆ ขององค์กร ทำให้คนใหม่ต้องรีบลาออกไปภายในเวลาไม่กี่วันหลังการทำงาน
..
หุยจึงอยากแนะนำผู้ประกอบการทุกท่านให้ทราบว่า ความเมตตาให้โอกาสในการสร้างคน เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำก็จริง แต่เราต้องมีอย่าง “พอดี” อย่าเป็นคนดี จนทำให้องค์กรเสียหาย ถ้าพนักงาน หรือ ทีมงานคนใดที่เป็นปัญหาขององค์กร ต้องจัดการหาทางพัฒนา แต่ต้องมีการจำกัด และถ้าดูแล้ว คงเปลี่ยนยากเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ลึกในสันดาน เราต้องเด็ดขาด แต่เราต้องมีวิธีการที่สวยงามนุ่มนวล ที่ไม่สร้างความเสียหาย หรือ สร้างความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งถ้าใครเจอปัญหาประมาณนี้ มาคุยกันกันค่ะ ทีมโค้ชเราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างทุก SMEs เพื่อพาท่านฝ่า วิกฤตไปให้เติบโต

#โค้ชหุย
#MasterBusinessCoach
#BusinessBreakThru
#ธุรกิจติดปีก

#ปัญหาสามีภรรยาในธุรกิจ

ผู้ประกอบการคู่ไหนเจอสถานการณ์แบบนี้บ้างคะ??
“โค้ชคะ อยากให้โค้ชช่วยโค้ชสามีให้หน่อยค่ะ เขาเป็นแบบที่โค้ชบอกเลยค่ะ… ปัญหาองค์กรไม่โต มาจากเขาเลย”
สามีบางคน ก็มาบอกว่า
“ผมอยากเชิญโค้ช ไปคุยกับเมียผมหน่อย…เมียผมเค้าไม่ยอมเปลี่ยน ผมก็ไปลำบากแล้ว”

จากการที่โค้ชหุยได้เข้าไปพบธุรกิจ SMEs หลายๆแห่ง ส่วนใหญ่พบว่า ธุรกิจเกิดจากการร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจของสามีภรรยา จากการทำงานทุ่มเทอย่างหนักของสามี และภรรยา ธุรกิจเริ่มเติบโตจนมีทีมงาน และสร้างยอดขายสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความร้าวฉานในครอบครัว อันเกิดจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของสามีภรรยา

ปัญหาความเห็นที่ไม่ตรงกันของสามีภรรยาหลายๆคู่ ทำให้ทีมงานทำงานอย่างยากลำบาก เพราะอาเฮีย คิดแบบนึง อาซ้อสั่งอีกแบบนึง จนทีมงานไม่รู้จะทำตามใครดี ทำแล้วก็แก้ แก้แล้วก็ทำใหม่ งานทำซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบไม่สิ้น

ถ้าเป็นแบบนี้ ธุรกิจจะโตได้มั้ยคะ

เราลองมาคิดในฐานะผู้บริหารธุรกิจ ในการต้องมาแก้งานซ้ำไป ซ้ำมา เพราะความเห็นของผู้บริหารไม่ตรงกันนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไรบ้างกับองค์กร

1) การทำงานซ้ำคือ ต้นทุนของบริษัทที่สูงขึ้น ยิ่งทำงานซ้ำต้องแก้งานมากเท่าไหร่ แปลว่า เราต้องสูญเสียเวลา ค่าแรง และอาจจะหมายถึงวัตถุดิบด้วย

2) การทำงานซ้ำซาก และความขัดแย้งของผู้บริหารทำให้บรรยากาศขององค์กรไม่ดีค่ะ พนักงานอาจจะเอือมระอา เบื่อหน่าย ส่งผลให้พนักงานที่มีความสามารถลาออก เพราะไม่เห็นอนาคตที่เติบโตขององค์กร เบื่อหน่ายความตึงเครียดของบรรยากาศในที่ทำงาน

3) พนักงานอาจจะแบ่งฝ่าย เป็นทีมอาซ้อ ทีมอาเฮีย ทำให้เกิดปัญหาการเมืองในองค์กร

4) พนักงานบางคนอาจจะใส่เกียร์ว่าง หรือทำงานไม่เต็มศักยภาพ เพราะ คิดว่ารอให้อาเฮีย อาซ้อสรุปกันให้จบๆ ไปก่อนว่าจะเอาอย่างไร

บางองค์กรที่หุยเข้าไปนั้น แก้ปัญหาด้วยแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจนไปเลย ว่า อาเฮียจะทำหน้าที่อะไร จะตัดสินใจในเรื่องใด และอาซ้อจะบริหารงานในเรื่องใด

ต้องแบ่งให้ชัดเจนค่ะ เช่น ใครมีหน้าที่ไปหาลูกค้า หา Connection ใหม่ๆ ใครดูแลภายใน ใครถนัดการผลิต ใครถนัด IT

ซึ่งการได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสเจอเพื่อนๆที่ มีเป้าหมายคล้ายๆกัน เจอปัญหาคล้ายๆกัน มาร่วมแบ่งปันแนวทางในการแก้ปัญหากัน หลายๆที่อาจจะกลายเป็นพันธมิตรกัน หรืออาจจะกลายเป็นลูกค้าได้ ถ้าผู้ประกอบการไม่ปิดกั้นตนเองจนเกินไป และปล่อยวางมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและหาเพื่อนใหม่ๆ

ประเด็นก็คือ หลายๆครั้ง เมื่อฝ่ายนึงที่ออกมาหาข้างนอก ได้เจอ Connection ได้หาความรู้ใหม่ๆ ก็จะมีไอเดียใหม่ๆ มีแนวทางใหม่ๆ มีมุมมองใหม่ๆในการพัฒนาตนเอง พัฒนาทีมและธุรกิจ

ในขณะที่อีกฝ่ายนึงที่อยู่ภายในองค์กร ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้รับข้อมูลใหม่ ยังมองโลก มองปัญหาด้วยข้อมูลเดิม แนวคิดเดิม มุมมองเดิม

ความแตกต่างด้านความคิดยิ่งแตกต่างหนักเข้าไปอีก ผู้ประกอบการหลายๆท่าน มาเล่าว่า ไปเรียนรู้มาจากหลายสัมมนา ได้แต่เรียนรู้ แต่ปฎิบัติไม่ได้ เพราะ ทีมไม่ยอมเปลี่ยน

ที่สำคัญคือ ผู้บริหารอีกคนไม่ยอมเปลี่ยน เมื่อไม่พร้อมใจกันเปลี่ยน วิสัยทัศน์ไม่ตรงกัน ก็ปฎิบัติไม่ได้ การพัฒนาองค์กรให้พ้นจากปัญหาทำได้ยากมาก

สิ่งที่หุยแนะนำเลย ก็คือ

1. ผู้นำองค์กร ไม่ว่าจะมีกี่คน ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ เข้าสัมมนาด้วยกัน หรือ เชิญโค้ชเข้าไปให้ความรู้ด้วยกัน

2. สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ใช่แค่ “เรียน” ค่ะ แต่ต้องทำให้เกิดการปฎิบัติจริงในองค์กร

3. ทีมผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าแผนก ผู้จัดการแผนก และที่สำคัญคือ ผู้บริหารทั้งสามี ภรรยา หรือ ถ้าลูกมาร่วมบริหารด้วย ต้องวางแผนการทำงานร่วมกันค่ะ เพื่อให้การทำงานของทั้งองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน

4. ผู้บริหารแต่ละท่านควรเปิดใจ รับฟัง และแบ่งปันข้อมูลกันด้วยความรัก และการเห็นแก่ผลประโยชน์ขององค์กร อย่าเอาอารมณ์ เอาแต่ใจ หรือเอาอีโก้ตัวเอง เป็นหลัก มิฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้จะเกิดยาก

5. ต้องมีการพูดคุยติดตามกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการพูดคุยกันอย่างเปิดใจ และช่วยกันแก้ปัญหา นำพาองค์กรให้เติบโต


หลายๆองค์กรที่หุยได้มีโอกาสเข้าไปโค้ช ได้เปิดใจกับหุยว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ไม่เคยมีการประชุม การวางแผนด้วยกันแบบนี้เลย เพราะคุยกันทีไร ทะเลาะกันทุกที จนไม่คุยกัน และทำให้บริษัทไม่โต หรือ อาจจะติดลบไปเลย

แต่เมื่อได้รับการอบรม และการจับมือ พาทำ ทั้งทีมจึงสัมผัสความรัก ความห่วงใยของกันและกัน และ เข้าใจความยากลำบากของฝ่ายอื่นๆ ทำให้องค์กรทำงานด้วยความสนุกสนานและความรักกลับมาอีกครั้ง

SMEs รายใด มีปัญหาเหล่านี้ มาพบหุยและทีมโค้ชธุรกิจติดปีกได้ค่ะ

เราไม่ได้ มีแค่ How to เท่านั้น แต่เราพาคุณและทีมลงมือทำได้จริงๆ

และนี่ ทำให้เราแตกต่าง

แล้วพบกันในสัมมนาธุรกิจติดปีกนะคะ


โค้ชหุย
Master Business Coach
Business BreakThru ธุรกิจติดปีก

#CoachHui
#MasterBusinessCoach
#BusinessBreakThru

#โดนลูกน้องทรยศ ทำอย่างไรต่อดี

ปัญหาการรับสภาพเป็น Superman ขององค์กรที่ดูแลและลากธุรกิจด้วยตัวเองมีหลายปัจจัย

ปัจจัยที่เป็นประสบการณ์เลวร้ายข้อนึงคือ
“ถูกทีมงานหักหลัง”!!!!

โค้ชหุยได้มีโอกาสรับทราบและได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการมากมายนะคะ

มีปัญหาหนึ่งที่เป็นโจทย์ที่เจอบ่อยมาก คือลูกน้องทรยศ สอนงานเป็นแล้ว

ลูกน้องกลับทรยศหักหลัง ไปเปิดบริษัทแข่ง
แย่งลูกค้าไปอีกกกกก

ทำไงดีล่ะ?? เจอปัญหาแบบนี้!!!

ผู้ประกอบการหลายๆรายถึงกับปฎิญาณไว้ว่า จะยอมลากองค์กรคนเดียว

เป็น Superman ไปเลยง่ายดี ไม่สอนงานใครอีกแล้ว

แต่หลายๆรายก็เปิดโอกาสให้หุยหรือทีมโค้ชไปดูแลเพื่อหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริง

ซึ่งอาจจะมาจากหลายสาเหตุที่แตกต่างกัน

แต่เคสนี้เป็นอีกเคสที่เจ้าของธุรกิจต้องเจ็บปวดจากทีมงานของตนเอง

ผู้ประกอบการท่านนี้ มียอดขายเติบโตทุกปี เพราะเธอเป็นคนที่มีความเป็น “ดาวเด่น”

ลูกค้ารักใคร่และเชื่อใจเธอ นิสัยส่วนตัวของเธอเป็นคนที่มี Service Mind สูง สดชื่นร่าเริง และชอบทำงานเจอคน แต่เธอไม่ชอบทำงานในออฟฟิศ ดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ

ทีมงานของเธอเป็นคนทำหน้าที่หลักในการปิดการขาย และประสานงานซื้อสินค้า และบริการลูกค้า เมื่อเธอไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ ความใกล้ชิดสนิทสนมของเธอและทีมงานก็น้อยลง และลูกน้องเองก็ดูได้ว่า องค์กรมีรายรับรายจ่ายมากเพียงใด สิ่งที่ลูกน้องเห็น คือพวกเขาช่วยกันทำงานหนักสร้างกำไร เวลามีปัญหาพวกเค้าช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ แต่เจ้านายรับเงินกำไร และไปใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย เจ้านายเปลี่ยนรถ ไปต่างประเทศ กินดีอยู่ดี สร้างภาพผู้ประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาได้เงินเดือนที่จำกัด และคอมมิชชั่นนิดหน่อย

ทำงานแทบตาย นายสบายคนเดียว เมื่อนานๆไป ทีมงานติดต่อจนสนิทกับคู่ค้า เจ้าขาย และลูกค้า จึงเห็นลู่ทางในการตั้งตัว จึงยกทีมออก ไปตั้งบริษัทแข่ง และมาหารส่วนแบ่งกัน

หุยมาพบต้นตอปัญหาพฤติกรรมนี้ในช่วงเดือนแรกๆ ของการโค้ชชิ่งทีมนี้ หุยพบว่า

ผู้บริหารมีสารพัดข้ออ้างของการขาดประชุม และไม่ยอมลงข้อมูลเรื่องงานที่ตัวเองทำ
และต่อมา ก็เริ่มมีลูกน้องทำตาม คือไม่ยอมทำงานตามที่รับปาก หลายๆสิ่งเกิดขึ้นปรากฎให้เห็นเป็นหลักฐานในระบบที่เราวางไว้
เมื่ิอหุยเจอต้นเหตุของปัญหาชะตากรรมเจอคนทรยศซ้ำซากขององค์กรนี้ จึงได้เข้าไปทำการโค้ชชิ่งส่วนตัวกับผู้บริหาร ให้เข้าไปทำงานมีส่วนร่วมกับทีมอย่างใกล้ชิด
โค้ชชิ่งเรื่องการเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ที่ให้กำลังใจทีม ปลุกพลังทีม จนเป็นผู้นำในในใจทีม รวมทั้งการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสม
เพื่อให้ทีมมีการเติบโตและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะการที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ

แง่ขององค์กรนั้น ทีมงานของคุณต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยค่ะ

ใครกำลังรู้สึกว่า มีปัญหาคล้ายๆแบบนี้
และอยากให้ช่วยหาต้นตอของปัญหา
มาคุยกันได้นะคะ

Master Business Coach
Business BreakThru ธุรกิจติดปีก

#โค้ชหุย
#CoachHui
#BusinessBreakThru

#เมื่อเถ้าแก่ถอดใจ ลูกน้องก็ไปก่อน

เมื่อไม่นานนี้มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมาปรึกษาเรื่องปัญหาของธุรกิจว่า

แวดวงอุตสาหกรรมที่ท่านอยู่นั้น เป็น Sunset Industry

คือเป็นเศรษฐกิจขาลง ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี ออร์เดอร์ไม่เข้า เพราะลูกค้าย้ายไปทำออร์เดอร์กับเพื่อนบ้าน แล้วจะทำอย่างไรดี

ฟังจากสีหน้า และน้ำเสียง แล้ว ดูท่านเหนื่อยหน่ายและอ่อนล้า เพราะลากองค์กรมานาน Profit Margin หรือ กำไรบางเฉียบ หลายๆครั้งก็เข้าเนื้อ ถ้าควบคุมไม่ดี

ท่านเล่าว่า ท่านเคยเรียกลูกน้องที่เก่าแก่มาพูดคุย เพื่อที่จะให้หุ้น และขอให้แต่ละคน ช่วยกัน รับผิดชอบบริษัท เช่น ยอดขาย ความเสียหายระหว่างการผลิต และอื่นๆ

เพื่อที่ท่านจะได้วางมือ แล้วไปหาหนทางในการสร้างกิจการอื่นๆ

แต่ผลที่เกิดขึ้น คือ ยิ่งเสียหายหนักกว่าเดิม เพราะลูกน้องที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ถือหุ้น กลับไม่ได้สนใจ ว่า ยอดขายจะตก หรือเกิดความเสียหายใดๆ มิหนำซ้ำ ทีมงานก็ทยอยลาออกไปทีละคนสองคน เพราะมองว่า เถ้าแก่ถอดใจ เตรียมสละเรือ

คนที่ได้รับเกียรติ ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหาร ได้ถือหุ้น มองว่า เจ้านายเอา “ขยะ” มาให้ แทนที่จะเป็นโอกาส มองว่าถูกหลอกใช้ เอาหุ้นมาล่อ ทั้งๆที่บริษัทขาดทุน กลัวทำงานฟรี

สุดท้ายเจ้าของต้องกลับมากุมบังเหียนเหมือนเดิม และตัวเองก็ตัน ไม่รู้จะไปทางไหนดี

หุยจึงได้ถามเจ้าของรายนี้ว่า สำหรับท่าน ท่านมองว่า ธุรกิจไปไม่รอดแล้วใช่หรือไม่

ท่านตอบว่าใช่ พร้อมทั้งยกสารพัดเหตุผลที่ไปต่อไม่ได้ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอก

หุยจึงได้ให้ข้อคิดว่า ว่า

ถ้าคุณ “เชื่อ” เช่นไร มันก็จะเป็นเช่นนั้น

ถ้าคุณเชื่อว่า ธุรกิจของคุณไปไม่ได้รอด มันก็จะไม่รอด เพราะเมื่อคุณตัดสินเช่นนั้น

สติปัญญาอันชาญฉลาดของคุณจะหยุดคิดทันที ว่า มีทางใดที่จะพัฒนาได้ดีกว่านี้

“ความเชื่อ” ของเจ้าของธุรกิจมีความสำคัญมากค่ะ และความเชื่อนี้ จะส่งต่อมายังอารมณ์ ความรู้สึก เมื่อเจ้าของเชื่อเช่นนี้ สีหน้า แววตา คำพูดการกระทำ จะเป็นเช่นไร จะมีพลังหรือไม่ และ คุณคิดว่า ลูกน้องในทีม จะสัมผัสความรู้สึก อารมณ์ และความเชื่อของคุณได้หรือ ไม่ แล้ว ถ้าคุณเป็นลูกน้องที่สัมผัสความหดหู่ สิ้นหวัง ถอดใจของเจ้าของ แล้วลูกน้องจะทำอย่างไร…แน่นอนค่ะ คนเป็นลูกน้อง เขาย่อมตื่นตระหนกกว่าเรา เพราะชีวิตของคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน หรือลูกจ้าง ทำงานเดือนชนเดือน เขายิ่งไม่กล้าเสี่ยงกับบริษัทที่ไม่มั่นคง และนี่เป็นสาเหตุของการ “ลาออก” ของลูกน้อง เมื่อเจ้าของ มีความรู้สึกถอดใจ

ดังนั้น กำลังใจที่กล้าแกร่ง และความเชื่อที่จะอยู่รอดและนำพาธุรกิจฝ่าฟันไปได้ จึงมีความสำคัญมาก

ท่ามกลางแข่งขันที่สูงมาก และ กำไรที่บางเฉียบ การทำงานของทีมที่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด แม้ยอดขายจะไม่เข้า

แต่ถ้าเราสามารถควบคุมความเสียหายได้ดี ลดการสูญเสีย ลดการทำซ้ำ ลดการแก้งาน ก็จะทำให้ต้นทุนลดลง

การที่ยอดขายน้อย ถ้าเราคุมได้ดี ธุรกิจอาจจะไม่ต้องใช้คนมากเท่าเดิม สามารถเอาเงินที่ลดพนักงาน มาสร้างศักยภาพให้ทีมงานที่ “ใช่” และเมื่อทำได้ดี ลดต้นทุนได้ มีประสิทธิภาพดีขึ้น ก็สามารถเพิ่มผลตอบแทนให้ลูกน้องที่เหลืออยู่ได้ดีขึ้น

หุยมีเรื่องราวเคสที่คล้ายๆกัน น่าจะนำมาเป็นแนวคิดได้ค่ะ

คือ เคสของ โรงงานชุดชั้นใน ซาบริน่า ที่เปลี่ยนแผนจากการรับจ้างผลิต มาสร้างแบรนด์ของตัวเอง และค่อยๆพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของตัวเอง ให้ทำงานดีขึ้นคนน้อยลงเรื่อยๆ ก็ไปจ้างผลิตที่ต่างประเทศ เพราะเงินบาทแข็ง ทำให้ไปผลิตต่างประเทศจะได้ต้นทุนที่ถูกกว่า ส่วนโรงงานในประเทศมาทำสินค้าที่ได้ราคาดี และเปิดตลาดออนไลน์ ขายตรงให้ลูกค้า

สรุปคือ ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบทางลบ ยังมีหลายๆธุรกิจไปได้ดี สำหรับเจ้าของธุรกิจทุกท่าน หุยอยากแนะนำว่า

· ท่านต้องไม่ “ถอดใจ” ท่านต้องมีความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะรอด และเติบโตไปต่อได้ แล้วสติปัญญาอันชาญฉลาดของท่าน จะตั้งคำถามที่ดีขึ้น เพื่อพาท่านไปสู่ทางออกที่ดีงาม

· มองออกนอกกรอบจากมุมเดิม อย่ายึดติดการทำงานแบบเก่าๆ

· ใช้เวลาในการพัฒนาระบบ พัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพขึ้น

· ลดการสูญเสีย จากการทำซ้ำ หรือ ทำผิดพลาด เพราะมันคือกำไรของเราที่เสียหายไป

· มองหาช่องทางการตลาดใหม่

· มองหาพันธมิตร เช่น Supplier ใหม่ๆ

· หาโค้ชที่ เป็นทีมหลายๆคน ช่วยปรึกษาได้หลายๆด้าน ที่สามารถช่วยพัฒนาวิธีการทำงาน สร้างแนวคิดแห่งความสำเร็จ และพาทีมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ เพราะคนที่มีโค้ชนั้น จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และเสียหายน้อยกว่ามาก

ถ้าใครมีปัญหาประมาณนี้ ทีมโค้ชของธุรกิจติดปีก พร้อมที่จะช่วยนำพาท่านและทีมงาน ไปสู่ความสำเร็จค่ะ มาติดต่อเราได้เสมอค่ะ

โค้ชหุย

Business BreakThru

ธุรกิจติดปีก

#CoachHui

#MasterBusinessCoach

#BusinessBreakThru

เมื่อเจ้านาย…เดี่ยวไมโครโฟน

หุยได้มีโอกาสได้โค๊ชทีมผู้นำของ SMEs รายหนึ่ง ซึ่ง SMEs รายนี้ มาปรึกษาหุยด้วยปัญหายอดขายของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 ก่อนเข้าไปพบทีม เจ้าของธุรกิจได้ เล่าปัญหาของทีมงานว่าทีมงาน ไม่ยอมแสดงความคิดเห็น ถามอะไรก็ไม่ตอบ และเมื่อมีการตัดสินใจแก้ปัญหา ก็ไม่ยอมลงมือทำ ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง และเกิดความเสียหายกับลูกค้า และองค์กรทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพและไม่รับผิดชอบ

จากการพูดคุยกับทีมและดูแลทีมพบว่า บริษัทมีปัญหาหลายๆด้าน ซึ่งเป็นปัญหาของการทำธุรกิจแต่ประเด็นคือ ทุกครั้งที่มีปัญหา เจ้านายจะเรียกประชุมพนักงานแล้วเริ่ม ด่าๆๆๆๆ ลูกน้องในเรื่องความเสียหายและปัญหาต่างๆ ลูกน้องบางรายแอบกระซิบว่าเจ้านายเรียกประชุมด่า สัปดาห์ละ หลายวัน และแต่ละวันประชุมแทบทั้งวันตั้งแต่สิบโมงเช้ายันสามโมงเย็น โดยเริ่มจาก การเจาะซักถามที่มาของปัญหาว่าใครเป็นคนผิดและถามว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วเล่าประวัติอันรุ่งโรจน์ของท่านว่า ท่านเริ่มต้นสร้างบริษัทมา สร้างธุรกิจมาอย่างไร แก้ปัญหามาอย่างไร แล้วเป็นอย่างไรและเมื่ออารมณ์ขึ้นก็ถามทีมอย่างอารมณ์เสียว่า

“ตกลงจะแก้ปัญหายังไง คุณจะรับผิดชอบอย่างไร”

แล้วลูกน้องแต่ละคนก็ก้มหน้าเงียบกริบ แล้วก็ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ และถ้าเมื่อใดที่มีคนแสดงความคิดเห็น เจ้านายผู้มากประสบการณ์ก็จะบอกว่า

“อันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้นดีกว่า….” เป็นต้น จนสุดท้ายก็ไม่มีใครอยากแสดงความคิดเห็นเพราะคิดว่าถึงแสดงความคิดเห็นไปเจ้านายก็ไม่ฟังอยู่ดี จึงเงียบกริบ ไม่หือ ไม่อือ

หลังการประชุมอันยาวนานแต่ละครั้ง ผู้บริหารก็คิดว่า ท่านได้สรุปแล้วว่า ให้ไปจัดการแก้ปัญหาอย่างไร แต่สำหรับลูกน้อง ลูกน้องไม่ชัดเจนในแนวทางแก้ปัญหาว่าสรุปแล้วเจ้านายจะให้ไปทำอะไรเมื่อไหร่และที่สำคัญคือ ความคิดหรือวิธีการในการแก้ปัญหานั้น ไม่ได้มาจากความคิดของลูกน้องผู้รับผิดชอบงานนั้น ซึ่งคลุกอยู่ในเนื่องานจริงๆแต่เป็นความคิดของเจ้านายที่ไม่ได้สัมผัสหน้างาน ดังนั้นลูกน้องก็ทำเท่าที่เขาคิดว่าเขาทำได้ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นและก็ไม่มีการรายงานความคืบหน้าเพราะไม่มีการบันทึกการประชุม “ลมปากก็เหมือนลมตด เหมือน ตดผ่านไป ก็หายเหม็น” ดังนั้นเมื่อประชุมเสร็จก็ลืมเลือนไม่มีการติดตามงานว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขหรือไม่ เมื่อไหร่ ปัญหาเดิมจึงอาจจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จหรืออาจจะไม่ไ้ด้แก้ไขเลยก็ได้ จึงเกิดปัญหาซ้ำซากในองค์กร

ที่สำคัญ คือ การเรียกลูกน้องประชุมบ่อยและยาวขนาดนี้ วันๆ พนักงานเสียเวลาทำงานไป มากกว่า 50% กับการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทีมงาน ไม่มีเวลาไปทำงานตามบทบาทหน้าที่ เพราะเสียเวลามารับการระบายอารมณ์ของผู้บริหารที่กำลังอารมณ์เสียจากปัญหาที่เกิดขึ้น การประชุมที่เรียกทีมงานมาต่อว่า ตำหนิ พลังงานลบเต็มๆ พอฟังไม่กี่นาที โหมดการฟังของผู้เข้่าประชุม ก็ SHUT DOWN หรือ ปิดโดยอัตโนมัตื ทำให้ เมื่อมีการเสนอแนะ หรือสั่งงานอะไร ก็จำไม่ได้ ไม่ได้ฟัง ทำไม่ได้ เป็นต้น นี่เป็นกลไกการทำงานของจิตใต้สำนึกที่ ปกป้องตนเอง

เหมือนกับการสอนลูกค่ะ ถ้าเราสอนลูกแบบเอาแต่บ่นว่า ดุด่า ว่ากล่าว ลูกก็จะดื้อ และไม่ทำ หรือ ลืม เพราะตอนที่ถูกดุด่า ว่ากล่าว อัตโนมัติ สมองจะไม่ตั้งใจฟังและไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่จดจำ

จึงเป็นหน้าที่ของโค๊ชอย่างหุย ที่นอกจากจะช่วยให้ทีมงาน พูดคุยกันได้อย่างเปิดใจและเรายังต้องโค๊ชเจ้านายให้เปิดใจฟังลูกน้อง รวมทั้ง มีการประชุมที่มีประสิทธิภาพ มีการสรุปตัดสินใจการแก้ปัญหาที่ชัดเจน และมอบหมายที่ชัดเจนให้ทีม

การแก้ปัญหาพฤติกรรมของผู้บริหารต้องทำควบคู่กันไปค่ะ เพราะหลายๆคนก็ทำแบบนี้จนเป็นนิสัย โดยไม่ทันได้คิดว่า การทำเช่นนี้ ทำให้บริษัทเสียหาย ค่าชม.พนักงาน เป็นเงินเดือนๆนึง หลายแสนบาท (เพราะเรียกประชุมสัปดาห์ละหลายวัน ๆละหลายชม.) เพราะทีมงานไม่ได้ทำงาน ต้องมาฟัง Talk Show ของเจ้านาย ผู้บริหารเข้าใจว่า เป็นการ “ฝึกอบรม” พนักงาน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ในอดีตให้ทีมงานได้เรียนรู้ แต่ในมุมมองของทีมงาน มันคือการเรียกไปตำหนิ และ ไม่มีข้อสรุป

หุยจึงได้พูดคุยถึงเทคนิคการฝึกอบรมสมัยนี้ ไม่เหมือนกับสมัยก่อน สมัยนี้ การฝึกพนักงาน ต้องใช้ เทคนิคการ โค๊ชชิ่ง ไม่ใช่การสอน บรรยาย ต้องให้มีการสื่อสารสองทาง และ ตั้งคำถามให้ช่วยกันคิด ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ ทีมงาน สามารถสัมผัสประสบการณ์ และ ตกผลึก เข้าใจองค์ความรู้ด้วยตัวเองและนำไปปฎิบัติได้ ไม่ใช่แค่รู้ แล้วปฎิบัติไม่ได้ และที่สำคัญ การประชุม ต้องมีความชัดเจนในข้อสรุปประเด็นต่างๆ และสามารถติดตามงานที่มอบหมายได้

เมื่อบริษัทได้เปลี่ยนวิธีการพูดคุยกันและใช้เวลาน้อยลงในการประชุมที่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลปัญหาของบริษัทก็น้อยลงหรืออย่างน้อยปัญหาซ้ำๆก็จะไม่เกิด อาจจะมีปัญหาใหม่ๆบ้าง แต่ก็สามารถประชุมหารือแก้ไขได้ทันท่วงที ธุรกิจก็เติบโตขึ้นค่ะ หรือถ้ายังไม่โต อย่างน้อย ความเสียหายเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของทีมก็ดีขึ้น เพราะทีมงาน มีเวลาไปทำงานมากขึ้น

เล่าสู่กันฟังค่ะ สำหรับเพื่อนๆที่เป็นนักธุรกิจ SMEs และ คนทำงานว่าบริษัทของท่าน มีปัญหาคล้่ายๆกันนี้ หรือ ไม่ อาจจะลองใช้เคสที่เล่านี้ ไปพิจารณาดูนะคะ

#โค้ชหุย
#BusinessBreakThru
#ธุรกิจติดปีก
#พัฒนาคนพัฒนาธุรกิจ
#ฝึกทีมผู้นำขององค์กร

#เจ้านายเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น

รับเงินเดือนมาก็ต้องทำงานเต็มที่!!! จ้างมาแล้วก็ทำงานให้คุ้มหน่อยซิ!!!

หุยมีโอกาสได้พบ SMEs รายหนึ่ง มีปัญหาเรื่อง ยอดขายของบริษัทที่ไม่เติบโตมาหลายปีแล้ว
และ มีแนวโน้มว่า จะยอดตก ไปด้วย เพราะพนักงานหลายคนเริ่มทำอาชีพเสริม เช่น ขายประกัน ขายอาหารเสริม และตอนนี้ก็เริ่มลุกลามหาลูกทีมในที่ทำงาน เกรงว่าต่อไปพนักงานแต่ละคนจะทำงานไม่เต็มที่ เพราะเอาเวลาไปทำอาชีพเสริมด้วย ที่สำคัญ คือ บริษัทเริ่มมีกำไรที่ติดลบ เพราะ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี ในขณะที่ยอดขายเท่าเดิม
ผู้ประกอบการท่านนี้จึงมองว่า ลูกน้องทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

เมื่อหุยได้เข้าไปดูต้นตอของปัญหาในบริษัทนั้น จึงพบว่า การที่พนักงานในบริษัทเริ่มหาอาชีพเสริมมาจากรายได้หลักที่ไม่เพียงพอ บริษัทที่ยอดขายไม่เติบโตมักมีปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือน การจ่ายโบนัส
คนที่คิดว่าตัวเองพอมีทักษะความสามารถ ก็จะดิ้นรนหางานใหม่ที่มั่นคงกว่า ให้โอกาสและผลตอบแทนดีกว่าในการทำงาน ส่วนคนที่ยังอยู่กับบริษัท มาจากความผูกพันกับผู้บริหาร อยากร่วมทุกข์ร่วมสุข อดทนทำงานต่อไป
แต่ต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่ม จึงต้องหาอาชีพเสริม

เมื่อได้เข้าไปพูดคุยกับทีม และได้วางแผนการทำงานกันในหลายๆเรื่อง เพื่อพัฒนายอดขาย
หุยกลับพบว่า ทีมงานมีความต้องการจะช่วยให้บริษัทเติบโต แต่ปัญหาสำคัญที่กลายมาเป็นหนามทิ่มแทงองค์กร
อย่างไม่น่าเชื่อ!!! คือ ตัวเจ้าของเองนั้น “ไม่รักษาเวลา” “ไม่รักษาคำพูดของตัวเอง”
และที่สำคัญ เจ้าของดันไม่รู้ตัว!! ว่า เขาเป็นเช่นนั้น เพราะทำจนกลายเป็นนิสัย เช่น

– นัดประชุมทีไร ถึงเวลาก็ “เลื่อนการประชุม” พอจัดการประชุมก้มาไม่ตรงเวลาหลายต่อหลายครั้งและ
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา คืออะไร รู้มั้ยคะ! เวลาประชุมเลยกลายเป็น ทีมก็มาประชุมไม่ครบ และ มาไม่ตรงเวลาเช่นกัน!!

– พอมีการมอบหมายงาน และมีการกำหนดระยะเวลาว่าใครต้องทำอะไรเมื่อไหร่
สิ่งที่เกิดขึ้นอีก คือ!!! สิ่งที่เจ้าของต้องทำ ก็ไม่ค่อยได้ทำ แถมยังเลื่อนกำหนดตลอด
แน่นอนค่ะ ในเมื่อหัวยังทำแบบนี้ หางก็เริ่มเป็นเช่นนั้นเช่นกัน ทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะยังไงพี่เขาก็ไม่เข้มข้นอยู่แล้วว
(หนักได้อีกนะคะ เคสนี้)
สุดท้ายปัญหาต่างๆก็ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะแม้แต่เจ้าของเค้ายังไม่ใส่ใจ แล้วลูกน้องจะสู้ไปเพื่ออออออ!!!!

– แถมถึงแม้ยอดขายบริษัทจะไม่โต แต่เจ้าของนี่นะ!! อัพ Facebook ลง IG ว่าไปเที่ยวตลอดเวลา ถ่ายรูปลั้ลลา
เที่ยวจริง ฟินเว่อรรรร์ มีเงินออกรถใหม่ ใช้ชีวิตสุดแฮปปี้
ในขณะที่ลูกน้องนี่นะ เงินเดือนก็ไม่ขึ้น โบนัสก็ไม่มี ต่อให้มีก็น้อยนิดมหาศาล แบบนี้จะไหวมั้ยยยย

เมื่อเจ้านายไม่เอาจริงเอาจังกับธุรกิจ ไม่ทำตามคำพูดที่ได้รับปากไว้ เวลาการประชุมก็รักษาไม่ได้
แม้แต่การมาเข้างานก็เข้างานสาย มอบหมายงานอะไรในที่ประชุม งานของตัวเองก็ไม่ทำ
จัดเต็มเรื่องวินัยและความใส่ใจขนาดนี้ ถามตรงๆว่า “กล้าคาดหวังให้คนอื่นทุ่มเท มีวินัยกันมั้ยล่ะคะ”

แล้วท่านคิดว่า ลูกน้องของท่าน จะเห็นว่า ท่านเป็นคนอย่างไร แล้วลูกน้องที่เห็นผู้นำองค์กรเป็นแบบนี้
คนที่มีเป้าหมาย อยากเติบโต อยากก้าวหน้า เขาจะทนอยู่ในองค์กรแบบนี้ต่อไปหรือไม่
แล้วทีมงานที่เหลือในองค์กรแบบนี้ เขาก็ปรับวิธีการคิด และวิธีการทำงาน ตามแบบเจ้านายเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้กำลังหล่อหลอมขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมองค์กร”
วัฒนธรรมที่กำลังสืบทอดต่อกันแบบเงียบๆ และกำลังทำลายองค์กรแบบช้าๆ

สำหรับกรณีแบบนี้ หุยขอแนะนำอย่างจริงจังเลยค่ะ
ถ้าอยากเปลี่ยนองค์กร จงเปลี่ยนตัวเองก่อนค่ะ
เจ้าของคือ แบบอย่างที่คนในองค์กรเฝ้ามอง และเจริญรอยตามเสมอ
แต่จะเจริญรอยดี หรือเจริญรอยแย่ นั่นขึ้นอยู่กับเราค่ะ

นิสัยที่เราทำจนเป็นนิสัย เราก็จะทำเช่นนั้นในทุกพื้นที่ของชีวิต เช่น ถ้าเราไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง
ชอบรับปากแต่ทำบ้างไม่ทำบ้าง เราก็จะเป็นเช่นนั้น ทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว
ถ้าเราเป็นเช่นนั้น เราตั้งเป้าหมายอะไรในธุรกิจเอาไว้ มันก็จะทำได้บ้างไม่ได้บ้างเช่นกัน
เพราะเราไม่ได้ทำ 100% ตามที่วางแผนไว้ สิ่งนี้ทำให้เราไม่สามารถควบคุมทิศทางและเป้าหมายของเราได้ค่ะ

และที่สำคัญ คือ คนอื่นก็จะเห็นสิ่งนี้ในตัวของเราและบริษัทของเราเช่นกันว่า บริษัทของเราเชื่อถือได้หรือไม่
รับปากอะไรไว้สามารถทำตามที่พูดได้หรือไม่ และถ้าบริษัทที่จริงจังกับการตรงเวลา หรือ ข้อตกลง
เขาจะหลีกเลี่ยงกับการทำงานกับบริษัทที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
และนิสัยทั้งหมดจะส่งผลที่ทำให้ธุรกิจไม่เติบโต และขยายตลาด ขยายฐานลูกค้าไม่ได้ค่ะ

วันนี้คุณสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ดีให้องค์กรของคุณหรือยังคะ

#โค้ชหุย
#BusinessSuccessCoach
#BusinessBreakThru

สุดยอดกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง

ใครในที่นี้เจอวิกฤต
พิษโควิด ทำธุรกิจรายได้หาย
จะรอดได้ ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่
อย่าให้ ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคใน
การพาธุกิจให้รอด

สมัครเดี๋ยวนี้เลย

อร์สนี้ดีแค่ไหน คนเรียนหลายพันคน
กดปุ่มนี้ เพื่อลงทะเบียน เรียนทันที
*จำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อนเท่านั้น*

100X Digital Class

ทางรอดธุรกิจ วิกฤตเศรษฐกิจ โควิด-19

ท่านเป็นคนหนึ่งใช่ไม๊ ที่ประสบปัญหาธุรกิจ ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด

  • ยอดขายหายไป เพราะลูกค้าปิดธุรกิจ หรือ ชะลอการซื้อจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
  • ไม่รู้ทิศทาง ว่าวิกฤตนี้จะไปถึงไหน เกิดผลกระทบอะไรตามมา
  • หนี้ก็ท่วม หรือ รายจ่ายก็ไม่หยุด เลือดไหลออกจากธุรกิจตลอดเวลา
  • จะเริ่มต้นปรับกลยุทธ์อย่างไรดี
  • และอื่นๆ

อยากได้คำแนะนำ  อยากได้ทางออก

Days
Hours
Minutes
Seconds
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ขณะนี้ครบจำนวนที่กำหนดโควต้า เรียบร้อยแล้ว พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณค่ะ

สิ่งที่ท่านจะได้ตลอดเวลา 2 ชม. ในการสัมมนาฟรีครั้งนี้คือ

  • ข้อมูล เทรนด์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลา 18-24 เดือนข้างหน้า
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าปัจจุบันของท่านเอง
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในอนาคต
  • การวางแผนปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ทั้งสินค้า บริการ  และ กระบวนการทำธุรกิจของท่านเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
  • วิธีการลงมือปฎิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ในทุกๆด้าน ทั้งการวางแผนการเงิน  บุคลาการ  การตลาด และ การขาย  เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
  • และอื่นๆ ที่ท่านอยากรู้
Days
Hours
Minutes
Seconds
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ขณะนี้ครบจำนวนที่กำหนดโควต้า เรียบร้อยแล้ว พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณค่ะ

เริ่มเรียน
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563
เวลา 19:00-21:00 น.

Coach Hui

ทางรอดสำหรับธุรกิจในวิกฤต ไวรัสโควิด19